trip

หมายเหตุ: ขออภัย นี่ไม่ใช่บทความนำเที่ยวฮ่องกง เป็นเพียงทัศนะของผู้เขียนต่อเมืองที่เห็นใน 4 วันไม่สามารถอ้างอิงสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากรู้แหล่งช๊อปปิ้ง เพราะไม่ได้เขียนไว้

เชียงใหม่ : อีเมลถึงชาวฮ่องกง

หลายเดือนก่อน ผมมีโอกาศต้อนรับลูกค้าจากฮ่องกงท่านหนึ่ง เธอมาเที่ยวที่ร้านนกฮูก และชอบกล้อง lomo ที่ผมโชว์อยู่ในร้าน ประมาณว่าอยากได้ ผมเลยแนะนำว่าที่ห้างใกล้บ้านมีขาย เธอจึงปั่นจักรยานไปซื้อ ก็ไม่มีอะไร ก็นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เธอคนนั้นกลับมาที่ร้าน และปัญหากล้องขึ้นฟิมส์ไม่ได้ ตอนนั้นผมกับแฟนกำลังจะไปห้าง จึงอาสาพาไปเปลี่ยน จนกลายเป็นคุยกัน และแลกเปลี่ยนอีเมล คราวนี้เราจะไปเยือนเขาบ้างโดยสนับสนุนงบโดยพี่ชายแฟนไปกันทั้งครอบครัว
เราก็เลยอีเมลกลับไป ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้เจอกัน หรือให้เขานำเที่ยวอะไรก็แค่แจ้งบอก และเราก็เดินทาง

ฮ่องกง : บนถนนสะอาดไร้ฝุ่น

รถยนต์ รถเมล์ รถแทกซี่สีแดงจอดให้คนข้ามตรงทางข้ามมากกว่าจะจอดหรือให้ทาง รถยนต์ด้วยกันเอง การบีบแตรยาวเหยียดต่อเนื่องนานๆ พบได้ทุกมุมถนน  ทุกคนเดินชิดขวาใครรีบก็แซงซ้าย รีบแค่ไหนก็ชนกันน้อยมาก แต่ผมก็โดนชนออกบ่อย ผมผิด เพราะหยุดและสโลว์เกินไป (ชีวิตที่เชียงใหม่หากเป็นกล้องบันทึกภาพในหนัง มันคงใช้จำนวนภาพมากกว่า 24 เฟรมต่อวินาที แต่ที่ฮ่องกง แม้แต่คนแก่ก็เดินเร็วมาก เฟรมที่ถ่ายต่อภาพคงไม่ถึง 24 เฟรมต่อวินาที)

วัยรุ่นที่นี่ ไม่ว่าจะแต่งตัวแรงขนาดไหน คนก็ไม่ได้สนใจกันมาก ต่างคนต่างรีบเร่ง มีอย่างอื่นรอท่า อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าว 1 จาน จึงกินได้สองคนเลยทีเดียว การดูดบุหรี่เดินไปมาตามที่สาธารณะเป็น เรื่องปกติ ผมเดินทั้งวันรอบเมือง พื้นรองเท้าไม่มีแม้ฝุ่นและรอยเปื้อนเปรอะ ไม่มีเสาไฟระเกะระกะ ทุกอย่างยัดลงใต้ดิน ไม่มีหมาแมวเพ่นพ่าน (มีคนบอกว่าเมืองที่ศิวิไล หมาจรจัดจะถูกกำจัด ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน)

บนถนน canton ที่นี่ไม่ต่างจากถนนแฟชั่น รองเท้าบูท เสื้อผ้าหลากสไตล์ และแบรนด์เนม ถือเป็นเรื่องสามัญ ไม่มีใครสนใจหยุดยืนดูหรอก ทุกคนเร่งรีบ ในสายตาคนฮ่องกงที่มองคนไทยอย่างผม คงไม่ต่างจากคนไทยมองกระเหรี่ยง พม่า ช่างเชื่องช้า เงอะงะ และไม่แฟชั่นจ๋าเช่นเขา

ภาพตรงหน้าคือกลุ่มคนวัยทำงาน ดูทุกคนจะพอใจกับสีดำทั้งตัว เวลาเช้าจึงมองเห็นฝูงเสื้อดำเต็มถนน ส่วนวัยรุ่นก็แต่งตัวมัลติคัลเลอร์สุดๆ รองเท้ากีฬาสีเจ็บ ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวให้คนข้าม สีต่างๆ ผสมผสานเคลื่อนสวนกันอย่างรวดเร็ว ไม่มีการปะทะ เลื่อนไหลไปตามทิศทางของตน ไปยังจุดต่างๆ บ้างเดินเข้าห้าง บ้างเดินลงรถไฟฟ้าใต้ดิน บ้างต่อคิวยาวเหยีดเพื่อขึ้นรถเมล์

เหมือนลูกกวาดหลากสีที่ซ่อนอยู่ในบอลลูนสีดำและแตกตัวกระจัดกระจายทั่วทั้งเมืองในเวลาสายๆ ของวันปกติ

ฮ่องกง : โรงแรม ห้องพัก กับห้างที่ไม่ได้เดิน

บนเกาะเกาลูน เราพักในโรงแรมย่าน tsim sha tsui โรงแรมสูงหลายสิบชั้น ทางเดินแคบเล็ก แตกต่างจากบ้านเรา (แต่ก็นับว่าหรูแล้วในย่านนี้) โรงแรมอยู่ติดกับห้าง Gateway ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่ได้เดินเที่ยวห้างนี้เลยเพราะคิดว่าเดินเมื่อไหร่ก็ได้เพราะใกล้มาก ทำนองว่าใกล้เกลือกินด่างเพื่อนที่เป็นชาวฮ่องกงบอกว่า ห้างนี้มีทุกสิ่งอย่างที่อยากได้ ตั้งแต่กล้อง toy ของเล่น ยันสินค้าแบรนด์เนม (วันสุดท้ายเราได้เดิน เพื่อเข้าห้องน้ำก่อนเช็คเอาท์)

ช่องข่าวต่างประเทศของฮ่องกงยังมีข่าวม๊อบในประเทศไทย เป็นช่วงหนึ่งของรายการข่าวต่างประเทศเลยทีเดียว เห็นมุมจากชาวต่างชาติมองไทยได้เลยนะ เรามันเมืองเถื่อนชัดๆ ภาพข่าวฉายซ้ำและเห็นแต่เลือดตกยางออก ผู้ประกาศข่าวน้ำเสียงดูแคลนอย่าไปเที่ยวเลย ทำนองนี้ ผมปิดทีวี เปิดน้ำอุ่นลงอ่างอาบน้ำ นอนแช่เท้าที่บวมจากการเดินมาทั้งวัน

ฮ่องกง : สื่อสารไร้สาย

พี่ชายเลือกซื้อซิมโทรศัพท์ เผื่อติดต่อกลับไทย ด้วยเรื่องงานการเงินของเขา โทรกลับมาที่ไทยบ้างบางครั้ง แล้วเพื่อนชาวฮ่องกงก็โทรมาหา แฟนผมรับ ขอโทษที่ไม่สามารถเจอเธอได้ เพราะภาระกิจ และเวลาไม่เพียงพอ เรากินข้าวในร้านอาหารที่พนักงานเป็นคนไทย เธออยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว กับข้าวจานร้อยกว่าบาท แล้วก็กลับที่พัก แม้เกาะจะไม่ใหญ่ หากพลาดเวลาเพียงนิด ทุกสิ่งอย่างก็ต้องยกเลิก เปลี่ยนแผนทันที แม้ว่าการขนส่งจะตรงเวลา แต่พลังงานของเราก็ลดลงไปตามอายุ

ชีวิตถ้าเลือกไม่ได้ ก็คงต้องทำใจยอมรับมัน

ฮ่องกง : ช็อปปิ้งในย่านแล้งห้องน้ำ

เสียงพูดเชื้อเชิญดูของ "ยินดีต้อนรับ" เป็นภาษาไทยแบบไม่ชัดนัก ในร้านรองเท้าย่าน mong kok บ่งบอกว่า คนที่นี่ต้อนรับเราในระดับไหน อาจไม่ถึงขั้นชื่นชอบคนไทยนัก แต่ก็แปลว่าเขาดูออก และพูดไทยได้พอตัว (เขาคงดูออกว่ากระเหรี่ยงผิวสีแทนไม่ใช่คนฮ่องกงแน่ๆ) พนักงานหลายคนท่องจำ ฝึกฝนการพูดเพื่อขายมาในระดับที่น่าพอใจ ผมและแฟน ซื้อรองเท้าคนละคู่สองคู่ ราคาไม่ได้ถูกกว่าบ้่านเรา แต่เราคิดว่าบางคู่ก็ไม่ขายในไทยแน่นอน เพราะสีสันบาดตามาก เราแค่ชอบสีของมัน นอกเหนือจากนี้ มันคือความพอใจล้วนๆว่า "มาฮ่องกงเราก็ได้ของเป็นชิ้นเป็นอัน"

ที่รีบซื้อ รีบเดิน ส่วนหนึ่งมาจากเวลาน้อย และติดตามไปกับผู้ปกครอง บางทีหากมีเวลามากกว่านี้ เราอาจไม่ซื้อเลยสักคู่ก็ได้เพราะอาจลังเล เสียดายตังค์

เมื่อเดินไปสักพัก ก็รู้สึกปวดอึ (ผมเป็นโรคกินแล้วก็ปวด) การหาห้องน้ำย่านนี้ดูเป็นเรื่องลำบาก ห้องน้ำมีแต่ในห้างใหญ่ และหากหาเจอ ก็ต้องรอคิวยาวเหยียด แม้แต่ในช็อบแบรนด์เนมสูง 4 ชั้น ก็ไม่มีห้องน้ำบริการ เป็นเพียงแต่ช็อปขนาดใหญ่หลากหลายชั้นเท่านั้น สาธารณูปโภค ดูเป็นเรื่องสิ้นเปลือง จัดการ พนักงานจะตอบแบบยิ้มๆ ว่า "ไม่มีค่ะ"

ฮ่องกง : วัฒนธรรมก็เป็นสิ่งจำเป็น

วัดวาอาราม มีหลายที่ แต่ถ้าเทียบกับบ้านเราแล้ว ถือว่าน้อยมากๆ แต่เขาก็จัดการดี รักษาความปลอดภัย ดูจริงจัง ไม่ต่างจากสถานที่ราชการใหญ่ๆ ความรู้สึกว่าไทยโชคดีตรงนี้ นักท่องเที่ยวที่มาไทยโชคดีตรงนี้ คือเดินเข้าไปสัมผัสภายในวิหารได้ ชมใกล้ๆ ได้ แต่ที่นี่ เหมือนเขาจะปิด และจำกัดจำนวนคน เวลา เข้าออก

เราได้แต่ยืนถ่ายด้านนอก ไม่ต่างจากทัวส์ สแนป จิล่น* ก็อย่างว่า เมืองที่เจริญกฏระเบียบจึงเป็นสิ่งเคร่งครัด ไม่ลดหรือผ่อนปรน

งาน street art ที่นี่ก็พอให้พบเห็นได้บ้าง (แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก) การพ่นกราฟ ต้องได้รับอนุญาติจากเจ้าของ ศิลปะกับพาณิชย์ เป็นของคู่กันในเมืองนี้

ฮ่องกง : ร้านสะดวกซื้อไร้กระจก

พนักงานขายชาวฮ่องกง พูดภาษาจีนของเขากับผมยาวเหยียด สำหรับเบียร์กระป๋องสัญชาติฮ่องกงที่ผมซื้อ ผมจ่ายเท่าที่เห็นในตู้ 12 เหรียญ ก่อนเธอจะพูดภาษาของเธอต่อไป ยอมรับว่าผมฟังไม่รู้เรื่องสักคำ และถ้าผมทักท้วงว่าไม่เข้าใจภาษา พวกเขาก็สามารถสับสวิตพูดอังกฤษได้ทันที แต่แค่เบียร์กระป๋องเดียว ไม่จำเป็นต้องให้เธอพูดก็ได้ ผมก็ปล่อยเลยตามเลย ได้เงินทอนครบ ไม่มีถุงพลาสติกสำหรับใส่ของให้ (ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนถ้าเข้าห้างก็ตาม) ผมปล่อยให้คิวลำดับต่อไปจ่ายเงิน

ทุกมุมถนน จะพบกับช็อบสินค้าแบรนด์เนมของฮ่องกง มากมายพอๆ กับ เซเว่นอีเลฟเว่น น่าสังเกตคือร้านเหล่านี้ล้วนไม่มีกระจกและประตูเลื่อนขวางกั้น เปิดโล่งต้อนรับผู้คนได้ทุกทาง และสินค้าที่แพงหูดับในไทยเหล่านี้ หากลดแล้ว ก็มีบางชิ้นที่ราคาเท่ากับสินค้าในตลาดนัดบ้านเรา แต่คุณภาพดีกว่าเห็นๆ
ดูเป็นการระบายคนเข้าออก ระบายสินค