The-Humancave

3 วัน บนเตียงนอน
ผมตื่นขึ้นในร่างกายเดิม สูดอากาศเข้าเต็มปอด พลังชีวิตกลับมาอีกครั้ง แขนขาขยับได้บ้างแล้ว อาการปวดที่หัวหายไปหมดสิ้น
หญิงสาวที่ผมเจอในวันแรก มีชื่อว่า จูน เธอเล่าเรื่องราวรายละเอียดที่ผมใคร่รู้ให้ฟังหลายเรื่อง ดูแลหาข้าวหาปลาให้ผม ดูแลแม้กระทั่งผมอยากปวดหนักปวดเบา เธอเล่าเรื่องที่เคยอาศัยอยู่ในโถงถ้ำใกล้ๆ กับผม แม่ของเธอเคยทำงานอยู่ที่นี่ เธอรับงานแปลเอกสารจากอีเมล ของเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้อง แปลจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทย คำต่อคำ บางทีประโยคยากๆ ก็ต้องแปลให้เข้าใจง่ายกว่าเดิม ทำงานที่นี่เกือบทศวรรษ รู้รายละเอียดทุกซอกรูของสำนักงาน

หนังสือที่ผมถืออยู่เกิดจากการแปลตลอดเวลาที่เธอทำงานอยู่ที่นี่ จากต้นบับเก่าภาษาไทย เธอเล่าว่าเธอจะต้องคอยตรวจเช็คอีเมลของผมทุกๆ 1 เดือน ติดต่อกันหลายปี
อีเมล มีเพียงเรื่องงาน ไม่มีเรื่องส่วนตัว ใช้เวลา 8 ปี กว่าจะรวบรวม และแปลออกเป็นเล่ม

ผมนั่งฟังโดยอาการโหวงๆ ในอก ในตอนแรก เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ผมเองเคยส่งงานทางอีเมลบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาว ไม่ใช่เรื่องสั้น ไม่ใช่ข้อความ บทความ เป็นแต่เพียงงานกราฟฟิคที่ทำอยู่ทุกวี่วัน

แต่สำนักงานในตอนนี้ช่างแตกต่างจากสำนักงานที่ผมเคยอยู่ไปมาก การตกแต่งภายในที่ดูล้ำสมัยเหลือเกิน บวกรวมกับคอมพิวเตอร์รูปทรงแปลก ไม่ซ้ำกันของแต่ละเครื่อง มีเพียงโครงสร้างอาคารเท่านั้นที่ยังคงเป็นแบบเดิมอยู่
เปลี่ยนไปมากโข ทีเดียว

ผมถามเธอต่อในเรื่องสายบริหารจัดการสำนักงาน ว่าใครเป็นคนติดต่อหานักเขียน ผลิตเป็นหนังสือ เธอส่ายหัว ไม่ทราบข้อมูล เป็นเพียงเรื่องเดียวที่เธอยอมรับว่าไม่รู้เรื่องจริงๆ หนังสือกว่าร้อยเล่มในสำนักงานมีที่มาแตกต่างกัน แต่เธอยืนยันได้ทุกเล่มว่าได้รับอนุญาติจากเจ้าของผลงานแล้ว หากจะสืบค้นก็ต้องใช้เวลาหลายวัน เอกสารบัญชีอนุญาติสิทธิ์ ถูกเก็บไว้อีกห้องหนึ่ง ชั้นบนสุด เธอรับปากผมว่า จะหาข้อมูลที่ผมต้องการมาให้ในเร็ววัน

เธอยังแจ้งอีกว่า ในสำนักงาน มีพนักงานอีก 2 คนอยู่อีกห้องถัดจากห้องนี้ เธอพาทั้งสองคนมาพบผม หญิงสาวหน้าตาคล้ายกัน ในชุดพนักงานแบบเดียวกับ จูน พูดจากันด้วยภาษาอะไรไม่ทราบได้

เราคือผู้แปรเอกสารค่ะบอส หญิงสาวทั้งสองหันมาบอกผม เสียงซ้อนทับ เหมือนพูดประสานเสียง แทบๆ จะพร้อมกัน ก่อนแยกย้าย ขอตัวกลับไปทำงาน

*********

ช่วงบ่ายวันนี้ ผมอ่านหนังสือของตัวเองฉบับภาษาไทยไป ครึ่งเล่ม ฉากบางฉากเหมือนดั่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตผม ถ้ำราคาถูกแบ่งให้เช่า ชุมชนถ้ำ ร้านเหล้า ห้องน้ำ เพื่อนง่าว ตู้เย็น เบียร์ อาหารกล่อง ร้านกาแฟ

จูนนั่งอยู่ในห้องเดียวกันกับผม ภาพเธอนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ กับงานเอกสารกองใหญ่ ดูคล้ายคลึงกับใครสักคนที่ผมรู้จัก

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้เองหรอกหรือ ผมหันไปทางจูน หันปกหนังสือไปทางเธอ

ไม่น่าเชื่อแฮะ ผมว่า จูนหันมาทางผม เลื่อนเก้าอี้ ออกจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ เธอพยักหน้า ก่อนยิ้มตอบ เรารับงานเขียนจากบอสทุกๆ วัน วันละนิด รับพนักงานเพิ่มเรื่อยๆน่ะค่ะ-งานล้นมือ จูนบอก พร้อมเลื่อนเก้าอี้ออกห่างโต๊ะคอมพิวเตอร์ เข้าที่ เธอเดินไปยังโต๊ะเหล็กข้างๆ เตียงที่ผมนอนอยู่ หยิบซองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนนำมายื่นให้ผม แกะอ่านสิคะ เธอบอก เหมือนจดหมายทั่วไป บอกเล่าการทำงานหลังจากบอสหลับไหลบนเตียง แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เป็นการทำงานต่อจากคุณบอส คุณคือคน วางระบบตั้งแต่แรกแล้ว

ผมงงกับ ความหมายของคนวางระบบ แต่ก็รับซองจดหมาย คุณหมายถึงโปรแกรมเมอร์หรือ ผมถาม

ก็คงประมาณนั้น บอสทำมันก่อนเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ เธอผายมือไปที่พนักงานหญิงสองคนสองคนห้องข้างๆ
ที่เหลือเป็นหน้าที่ของบริษัท แปรเปลี่ยนเป็นคลังความหมาย หลากหลายภาษา
แต่บอสไม่ต้องกลัวหรอก ทุกความหมายในระบบ เราสามารถแปลได้
หนังสือนี่ด้วย ผมถาม จูนพยักหน้า นั่นเป็นเล่มแรกของบอสค่ะ
บอสเขียนขณะที่ยังหนุ่มๆแกะจดหมายสิคะ แม่ฉันเป็นคนเขียนเอง
ผมแกะจดหมายออกจากซอง คลี่อ่าน มันเป็นลายมือแบบเดียวกันหลังบัตรตอก

********

สวัสดี นกฮูก

คุณคงแปลกใจอีกแล้วสิ ต้องขอโทษด้วยที่คราวก่อนฉันไม่ได้แนะนำตัวกับคุณแต่แรก หากพูดไป ก็ยากเกินความเข้าใจ ฉันอยู่โลกฝั่งตรงกันข้ามกับคุณ จดหมายนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากวันที่ฉันออกไปเยี่ยมแผงหนังสือ ข้างๆ หอพักไม่นาน ตอนนั้นเป็นฤดูฝน คุณกลายเป็นกบ ฉันหมายถึงเรื่องมันดูไม่เป็นเรื่องเท่าไหร่ คุณกลายเป็นกบได้อย่างไร ฉันอยากบอกว่า คุณสร้างเรื่องกบขึ้นมา หลอกให้ฉันเชื่อ ฉันต้องเดินหาร่มอยู่นาน เพื่อกลับไปที่หอพัก ทะเลที่ห้อง เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ไม่เป็นไร ฉันว่าคุณจินตนาการได้ดีอยู่แล้ว
ฉันคุยกับกบรู้เรื่องในโลกของฉันก็แล้วกัน

เข้าเรื่องเถอะ เรื่องหนังสือที่คุณหยิบอ่านนั้นคุณแต่งขึ้นเอง มันไม่มีจริงๆ บนโลกของฉันหรอก แต่ในโลกที่คุณไปอยู่ตอนนี้มันมีจริง หากเวลาที่คุณเป็นคนเริ่มสร้างเป็นเรื่องเดียวที่อ้างได้ ว่ามีอยู่จริง คุณเองต้องหากบให้เจอ กบจริงๆ น่ะ ในวันนี้ตอนบ่ายสามโมงตรงหากไม่คลาดเคลื่อน ฝนจะตก กบจะออกมา พูดภาษาเดียวกับคุณ แจ้งบอกรหัสประตูห้องบัญชีด้านบน คุณต้องจำให้ได้ หาเอกสารสิทธิ์ให้เจอ เรื่องยาวของคุณ กลับไปยังถ้ำของคุณ ที่นั่นมีคำตอบรออยู่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าคุณเป็นคนกำหนดเอง ต้องเป็นก่อนวันพรุ่งนี้นะ

ไม่เช่นนั้น สิ่งที่คุณสร้างจะหายสาบสูญไปในพริบตา รวมถึงฉันเองด้วย

เมื่ออ่านจดหมายนี้เสร็จแล้ว แจ้งบอกหญิงสาวผู้ช่วยที่ฉันจ้างมาด้วยนะว่า ให้พนักงานในสำนักงานทั้งหมดหยุดงานได้เลย คุณเป็นอิสระ และกลับมาเพื่อทำอะไรบางอย่างแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว ในซองนี้

ที่ฉันเขียนเป็นจดหมาย ก็เพราะบนโลกนั้น ไม่มีใครอ่านลายมือออกหรอก เพราะพวกเขาเป็นแต่เพียงโปรแกรมที่สร้างขึ้นเท่านั้นเอง ไม่สามารถตรวจจับได้พวกมันจะอ่านได้เพียงรหัสสัญญานเฉพาะเท่านั้น และมีเพียงหน้าที่ส่งสารเท่านั้น

ฉะนั้น ฉันจึงต้องทำเป็นว่านี่คือจดหมายจากแม่ผู้ให้กำเนิด เมื่อคุณอ่านจบ ช่วยทำเป็นว่าคุณอ่านเข้าใจแล้ว คิดว่ามันคือจดหมายรักใคร่ หรือจดหมายลาตายของฉันก็ได้นะ ไม่งั้น พนักงานหญิงสาวผู้ช่วยเหลือคุณจะครางแคลงใจ เปลี่ยนบางสิ่งในอดีต ไม่มีทั้งฉันและคุณอีกต่อไป ฉันหมายถึงถ้าเธอถาม ก็อย่าได้เล่าหรืออ่านรายละเอียดในจดหมายให้เธอฟัง ทำเป็นเศร้าเสียใจก็แล้วกัน

ฉันเตือนไว้ก่อนน่ะ

เรื่องตลกน่า ฉันยังไม่มีครอบครัวสักหน่อย จะไปให้กำเนิดลูกสาวจริงๆ ได้ไง ว่าไหม พ่อนกฮูก
เอาล่ะเริ่มงานได้เลย แล้วหากติดขัดอะไร พบกันได้ที่เดิม หวังว่าคุณคงยังพอจำได้ ที่ๆ เราพบกันครั้งแรกน่ะ

บายๆ
ฉันเอง

*********

ผมเงยหน้า ออกจากจดหมาย มองไปดูที่ผนังเสาะหานาฬิกาแขวนผนังสักเรือนเพื่อดูเวลา ไม่มี ผมมองหน้าจูน ไม่ได้ทำหน้าเศร้าอย่างที่คนในจดหมายบอก ลองสอบถามจูนเรื่องชื่อแม่ของเธอ เธอไม่ตอบ ผมเพียงเงยหน้ามองเธอให้ชัดอีกครั้ง จูน มีเคล้าหน้าคล้ายใครสักคน

ตอนนี้กี่โมงแล้ว ผมถามจูน เธอดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง บอกเวลา อีก 5 นาที จะบ่ายสามโมงค่ะ บอสหิว?
ไม่ครับ ผมตอบ

ผมจ้องมองดูใบหน้าของจูน มีบางอย่างของเคล้าหน้าคล้ายผมเจอเธอที่ไหนมาก่อนจริงๆ เสียด้วยสิ

*****************************

อ่านย้อนหลังที่นี่ครับ

คลิกอ่าน ตอนที่ 1
คลิกอ่าน ตอนที่ 2
คลิกอ่าน ตอนที่ 3

คลิกอ่าน
ตอนที่ 4
คลิกอ่าน ตอนที่ 5
คลิกอ่าน ตอนที่ 6

คลิกอ่าน ตอนที่ 7
คลิกอ่าน ตอนที่ 8
คลิกอ่าน ตอนที่ 9

ผมตื่นขึ้นบนเตียงนอนของใครไม่ทราบได้
ภายในห้องที่ผมนอนอยู่มีชุดคอมพิวเตอร์หน้าตาแปลกแตกต่างจากที่ผมเคยเห็น วางเรียงเป็นตับ 20 เครื่องได้ ทุกเครื่องถูกเปิด ไฟกะพริบหน้าจอ สายไฟระโยงยางยาวเหยียดไหลลงสู่ท่อยาง

พบหญิงสาว หน้าตาธรรมดา แต่งตัวในชุดพนักงานบริษัท เสื้อเชิ๊ตปักชื่อบริษัท เสื้อรีดเรียบ สวมกางเกงยีนต์สีดำเข้ม วัยไม่เกิน 18 นั่งอยู่ข้างเตียงของผม
เมื่อลองจับต้นชนปลาย เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นหลายอย่างกับชีวิตผม หลังจากได้ยินเสียงตัวเองจากบัตรตอกแล้ว ผมเปิดอ่านจดหมายลึกลับขนาดสั้นนั้นสามรอบ เหมือนของแข็งหล่นตุบลงบนหัว ทุกสิ่งจึงมืดดับลง
ผมลองเอามือลูบหัวตัวเอง ไม่มีแผล ไม่มีอาการเจ็บปวดค้างคา ผมมองหน้าหญิงสาว พยามจะพูดออกมา ทว่าไม่มีแม้เสียงลมหายใจของตัวเอง

ตื่นแล้วเหรอคะ อรุณสวัสดิค่ะบอส หญิงสาวกล่าวทัก

บอสหลับไป สองวันแหนะ เธอกล่าวบอกผม เรียกสติผมกลับคืน ผมมองหน้าหญิงสาวเนิ่นนาน มีอะไรสักอย่างของเค้าหน้า เหมือนผมจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน คุณคือใคร ผมยิงคำถาม เวลาหายไปสองวินาที เธอยิ้ม
พนักงานในบริษัทของคุณค่ะ เธอหันหน้ามองนาฬิกาแขวนผนัง ก่อนหันมาบอกผม อีกเดี๋ยวทุกคนคงมาทำงาน
คุณคือคนเขียนจดหมายหลังบัตรตอกใช่ไหม ผมถาม
อ่า ฉันไม่ทราบ นั่นไม่ใช่ลายมือฉัน ไม่มีใครทราบนอกจากบอสค่ะ เธอกล่าวตอบ ลุกจากเก้าอี้หุนหัน ใบหน้านิ่งเรียบ หันหน้าไปทางประตูห้อง ฉันต้องลงไปเปิดสำนักงานก่อน
เดี๋ยวก่อน ผมร้องเรียก รู้สึกเสียงแหบแห้ง เหมือนไม่ใช่เสียงผม ปวดแขนขาสาหัส ขยับเขยื้อนตัวเองลำบาก
คุณทำงานในสำนักงานผม ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน
ฉันรอคอยบอสกลับมาที่นี่ วันนี้ค่ะ ทุกอย่างรอคอยการกลับมา

เบื้องหน้าผมคือหญิงแปลกหน้า ผมตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากสองวันเลยผ่าน ไม่น่าเชื่อ ผมหลับลึกไร้ความฝันใด ไม่มีถ้ำ ไม่มีเพื่อนง่าว
ผมวาดกราฟช่วงเวลาในหัวสมอง ระดับเส้นแช่นิ่งไร้รอยหยักหลายสิบปี ก่อนทะแยงมุม 45 องศา พุ่งปี๊ดเสียดยอดไร้จุดสิ้นสุด ในไม่กี่วันที่ผ่านมา ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไม่ทันได้ตั้งตัว

เส้นกราฟความจำบางอย่างหายไป สิ่งใหม่เข้าแทนที่ หากจดหมายหลังบัตรตอกเป็นเรื่องจริง ผมหลับไหลในโถงถ้ำยาวนาน 10 ปี ตื่นมาพบฝุ่นผงแดง ออกจากถ้ำด้วยมอเตอร์ไซน์ มายังสำนักงานที่ทำงานอยู่

ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่พูดภาษาเดียวกันกับผม พบเพียงหญิงสาวแปลกหน้าอธิบายการมีอยู่และหน้าที่รับผิดชอบใหญ่หลวง (หน้าที่ที่ผมไม่เคยต้องการแบกใส่หลัง) หมายความตามนั้น คือไม่มีใครเข้าใจหากจะให้ผม อธิบายในแง่ของการหายไปลึกลับของห้วงเวลายาวนาน

เวลาไกลห่างเกินไป เงินจำนวนมาก สำนักงาน เป็นของผม ยากเกินจะเชื่อ แถมหญิงสาวอีกหนึ่งนางบอกว่าเป็นคนในบริษัทผม

ก่อนตื่นจากความคิด พบเก้าอี้ข้างเตียงว่างเปล่า หญิงสาวหายไปแล้ว ผมมองรอบห้อง ห้องขนาด 8X8 ตารางเมตร มีพัดลมเพดาน แอร์คอนดิชั่นชั้น ตู้เอกสาร โต๊ะหัวเตียง หนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค สองสามเล่ม บนหัวเตียง หนังสือภาษาอังกฤษ น่าจะเป็นหนังสือที่ผลิตโดยสำนักงานผมเอง หนังสือเปื้อนด้วยฝุ่นผงแดง คงวางอยู่ในห้องยาวนาน

ผมลองเอื้อมมือหยิบมาดู 1 เล่ม ปัดฝุ่นผงแดงออก มองเห็นหน้าปกเป็นรูปถ้ำและหมายเลขถ้ำที่ผมเคยอาศัยอยู่ ชื่อหนังสือว่า The Humancave มีชื่อจริงผมกำกับติดอยู่ด้านมุมซ้ายล่างสุด ว่าเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้
ผมเปิดไปด้านใน หนังสือเล่มหนา ในหน้าแรก พบลายมือของตัวเองติดอยู่ มอบให้เธอที่รัก ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือเล่มนี้

ผมเงยหน้า สูดอากาศเข้าเต็มปอด รวบรัดช่วงเวลาให้สั้นกระชับ
พลิกกระดาษไปหน้าท้ายสุดของหนังสือ
อ่านบรรทัดสุดท้าย ใจความว่า

บางทีวิญญาณของเราอาจจะตายไปแล้ว เราจะใช้ช่วงเวลาหนึ่ง เวลาสั้นยาวต่างกันของแต่ละคน เพื่อเสาะหาที่อยู่ใหม่ที่เหมาะสม และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ บนโลกใหม่นั้นยาวนาน

*****************************

อ่านย้อนหลังที่นี่ครับ

คลิกอ่าน ตอนที่ 1
คลิกอ่าน ตอนที่ 2
คลิกอ่าน ตอนที่ 3

คลิกอ่าน
ตอนที่ 4
คลิกอ่าน ตอนที่ 5
คลิกอ่าน ตอนที่ 6

คลิกอ่าน ตอนที่ 7
คลิกอ่าน ตอนที่ 8

ซองกระดาษสีขาวซองหนึ่ง หลังบัตรตอก
ด้านหน้าตรงมุมบนขวาซองกระดาษมีตราบริษัท ที่อยู่ภาษาไทย และเบอร์โทรศัพท์ ผมเอื้อมมือหยิบเปิดซอง พบเช็คใบหนึ่ง ยอดเงินในนั้น มีจำนวน 3 ล้านบาท เป็นชื่อจริงของผม กระดาษเอสีหนึ่งแผ่น ถูกเขียนด้วยข้อความภาษาไทย มีข้อความดังนี้

*****************************

สวัสดีนกฮูก

คงตื่นเต้นสินะ ที่เห็นเงินมากมายขนาดนี้ นี่ฉันเองนะ นกฮูก ฉันอาจทำคุณสับสน นี่คือค่าทำงานล่วงเวลาของคุณ 10 ปี ที่เลยผ่าน คุณทำได้ดี ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีชื่อบริษัทดังกล่าวอีก จะเหลือเพียงแค่สำนักงานเฉยๆ

ไม่มีชื่อจริงของคุณในบริษัทนี้ด้วย จะมีแต่ชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ เรียมตามลำดับผู้ถือครองสิทธิ (แน่นอน คุณมิใช่คนแรกที่ได้รับสิทธินี้ มีคนอีก 68 คนได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว)

และหากคุณไม่ชอบชื่อนี้ จะเปลี่ยนเมื่อใดก็ได้ ไม่มีผลใดต่อการใช้จ่าย หรือรับเงิน

นับแต่นี้ การตอกบัตรจะไม่มีผลต่อชีวิตคุณอีก เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำนักงาน กระดาษชำระ กระติกน้ำร้อน เครื่องชงกาแฟ รวมถึงเอกสารต่างๆ ของบริษัท เป็นของคุณแต่พียงผู้เดียว

แน่นอนฉันไม่ได้มีอำนาจยกให้คุณ มีเพียงแค่แจ้งข่าวสารให้คุณรับทราบเท่านั้น หลังจากนี้ คุณจะยังได้รับเงินเดือนอีก ตลอดระยะเวลาที่คุณยังอาศัยอยู่บนโลกนี้

ค่าทำงานคุ้มค่า ไม่มาก และก็ไม่น้อย นั่งทำงานของคุณเองให้แล้วเสร็จ แก้ไขระบบบางอย่างให้เข้าที่ (งานที่คุณบอกว่าอยากทำมันก่อนที่จะตายดับไปเสียก่อน)

สนามหญ้าหน้าสำนักงาน ลานจอดรถ เป็นของคุณแต่เพียงผู้เดียว หากคุณไม่ยอมรับ หรือมีข้อสงสัยใด จงเข้าใจได้ว่านั่นเป็นหนทางเลือกเดียวเท่านั้นที่คุณมี จงใช้ทุกอย่าง ด้วยความระมัดระวัง และทำในสิ่งที่คุณฝันไว้ให้จงได้ ซึ่งตอนนี้คุณก็เดินมาได้ครึ่งทางแล้ว ควรทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชีวิตอาจผกผันเปลี่ยนข้ามช่องอีก คุณจะไม่รู้ตัว และจะรู้ว่า ที่ฉันพูดมาไม่ผิดเลยแม้สักคำ

ตลอดระยะเวลา 4 เดือนนี้ จะเป็นการทดสอบระบบเวลาในสมองคุณเอง หากการซ่อมแซมแล้วเสร็จก่อนกำหนด เครื่องตอกบัตรเครื่องนี้จะเข้าสู่การทำงานปกติ

ใช่รวมไปถึง โลกที่คุณเคยอยู่จะกลับเป็นดังเดิม นั่นก็หมายความว่า คุณ นกฮูก จะหายตัว ไร้ตัวตน และส่วนคุณเอง คุณคนที่มีชื่อจริง นามสกุลจริงตามบัตรตอก จะกลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิม อาจจะเป็นเรื่องเพี้ยนสักหน่อย แต่ฉันเชื่อว่าคุณคงรับมือได้อย่างสบายๆ

ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่าชุมชนถ้ำนั้นถูกรื้อถอนบางส่วน คุณคงทราบบางอย่างคร่าวๆ แล้ว ก่อนคุณจะอ่านข้อความที่ฉันเขียนนี้เสียอีก แต่ขอเตือนคุณไว้สักข้อว่าอย่าได้คิดกลับไปที่นั่นในระยะนี้ ไม่มีประโยชน์ คุณจะเศร้าซึมเสียใจ ไม่มีทัศนียภาพดังเดิมอีกต่อไปแล้ว ป้าเจ้าของถ้ำเป็นคนว่าจ้างรื้อถอนเอง แกสร้างคอนโดมิเนียมทับ 42 ยูนิต แต่ละยูนิตตกแต่งแตกต่างกัน มีเพียงยูนิตเดียวที่คงสภาพถ้ำไว้ ค่าเช่าสูงลิบ สี่หมื่นห้าร้อยบาทต่อเดือน

จงอาศัยอยู่ในสำนักงานนี้เป็นการชั่วคราวก่อน ใช้เงินที่ได้มาให้คุ้มค่าที่สุด และช่วงนี้จำเป็นอย่างยิ่งว่า คุณควรพบปะเพื่อนฝูงบ้าง มันจะทำให้การซ่อมแซมรวดเร็วมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเอง และเป็นประโยชน์กับความฝันของคุณด้วย และอย่าพึ่งได้พูดเรื่องถ้ำแก่ผู้ใด จนกว่าจะมีคนเอ่ยถาม ใช้ชีวิตปกติเท่าที่จะทำได้

คุณต้องเริ่มแล้วล่ะ เวลากระชั้นเข้ามาแล้ว หากมีปัญหายากเกินแก้ไขด้วยตัวเอง ส่งข้อความถึงฉันได้ ผ่านเครื่องตอกบัตรนี้

ดูแลตัวเองด้วย

ฉันเอง

*****************************

ผมอ่านจดหมายดังกล่าวตรงเครื่องตอกบัตรนั้น ซ้ำอีก 3 รอบ บางอย่างผมเข้าใจ บางอย่างก็ยากเกินเข้าใจ เงยหน้ามองเครื่องตอกบัตรนั้น เข็มนาฬิกา หยุดเดินไปแล้ว ผมเริ่มหน้ามืด ไม่ทันได้ตั้งตัว เหมือนของแข็งหล่นทับ

แล้วทุกอย่างก็มืดดำสนิท

*****************************

อ่านย้อนหลังที่นี่ครับ

คลิกอ่าน ตอนที่ 1
คลิกอ่าน ตอนที่ 2
คลิกอ่าน ตอนที่ 3

คลิกอ่าน
ตอนที่ 4
คลิกอ่าน ตอนที่ 5
คลิกอ่าน ตอนที่ 6

คลิกอ่าน ตอนที่ 7

ชุมชนถ้ำ อยู่ลึกเข้ามาทางชุมชนอุโมงค์ 2 กิโลเมตร

ถนนดินลูกรังเข้าสู่ ชุมชนถ้ำ เป็นป่าหญ้าคารกชัฏ เต็มไปด้วยหญ้าแห้งสูงท่วมหัว ฤดูหนาวนั้นใบขึ้นเขียวครึ้มน่ากลัว ส่วนฤดูร้อนใบนั้นแห้งกรอบแกรบแดงเถือก ลมร้อนพัดผ่านไอร้อนโพยพุ่ง สร้างภาพไหวเคลื่อน บดบัง ชุมชนถ้ำ ให้พล่าไหวเต้นระบำใต้ดวงอาทิตย์ เพียงแค่มวนบุหรี่ใกล้มอดสักมวน อาจเผาถ้ำทั้งแถบราบคาบได้ในพริบตา

ป้าเจ้าของถ้ำกำชับ คนถ้ำ ที่เข้าพักอาศัยทุกคนตั้งแต่ย้ายเข้าอยู่อาศัยว่า สารเสพติดทุกอย่างสามารถเสพได้ตามใจ เท่าที่กฎหมายบังคับควบคุม บุหรี่คือข้อห้ามสูงสุดเพียงประเภทเดียวที่ห้ามสูบบริเวณทางเข้า ไม่มี คนถ้ำ ผู้ใดเอ่ยถามหาเหตุผล ต่างรู้ดีว่า หากฝ่าฝืนอาจมอดไหม้ดับชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีปัญหาผมเองไม่สูบบุหรี่อยู่แล้ว
************************************

ถ้ำวางตัวเรียงสลับฟันปลา อาณาเขตแต่ละถ้ำห่างกันพอสมควร พื้นที่ว่างกว้างขวางส่วนใหญ่เป็นลานดิน และไม้พุ่ม ต้นสักถูกปลูกเป็นแนวยาวแบ่งอาณาเขตของแต่ละยูนิต ขนาดของถ้ำแตกต่างกัน บางยูนิตเป็นถ้ำแฝดแบ่งกั้นโดยแผงกั้นที่สร้างขึ้นใหม่ชั่วคราว เพื่อสามารถรองรับคนอาศัยสองครอบครัว บางถ้ำเล็กกำลังพอดี อยู่อาศัยสองคนแบบสบายๆ ไม่อึดอัด (ซึ่งก็คือ ถ้ำของผมเอง ถ้ำลำดับต้นๆ ของ ชุมชนถ้ำ) บางถ้ำใหญ่ยักษ์มีช่องทางเข้าหลายช่องทาง ถ้ำใหญ่ไร้คนพักอาศัยเนิ่นนาน ป้าแบ่งไว้เป็นสำนักงานชั่วคราว เมื่อก่อนมันเป็นของครอบครัวป้า ก่อนป้าจะย้ายออก คงไปอยู่บ้านจัดสรรนอกเมืองที่ไหนสักแห่ง นอกเหนือจากป้าเจ้าของถ้ำแล้ว ผมไม่ทราบเรื่องราวของครอบครัวอื่นเลย ไม่เคยเจอหน้าแม้แต่คนเดียว สิ่งที่บ่งบอกว่าผมมี เพื่อนถ้ำ อยู่บ้างก็คือ เสื้อผ้าเปียก ซักตากไว้ที่หน้าถ้ำ และจำนวนยานพาหนะหน้าลานดินของถ้ำแต่ละยูนิต

ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กับน้องชายเกือบสามปี ไม่เคยทำตัวมีปัญหา อาศัยเงียบเชียบ เปิดเพลงจากเครื่องเล่นเพียงเบาๆ ดูหนังจากแผ่นดีวีดีด้วยหูฟัง ไม่ทำอาหารในถ้ำ (ยกเว้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ไม่ก่อกองไฟ ซื้อของใช้ประจำวันเดือนละครั้ง อยู่ถ้ำนานที่สุดเพียงวันอาทิตย์ นอกนั้นใช้ชีวิตในสำนักงานที่ผมทำงานประจำอยู่เป็นกิจวัตร เวลาส่วนใหญ่เบี่ยงเอนไปทางเรื่องงาน ขาดสีสันในด้านอื่น

ทางเข้า ชุมชนถ้ำ มีป้อมยามสำเร็จรูป แบบเคลื่อนย้ายได้ บางคืนจะมีลุงคนหนึ่งเข้าประจำตำแหน่ง รักษาการถ้ำ นั่งอยู่กับที่ไม่ไหวติงจนถึงเช้า บางคืนมีเพียงแสงดวงโคมสีเหลืองและเสียงวิทยุทรานซิสเตอร์ เปิดเพลงลูกกรุงเก่าๆ แทนตัวคนตรวจเฝ้ายาม ลุงยามเพียงคนเดียวคอยตรวจตราคนเข้าออก ลุงยามนั่งนิ่ง คาแรกเตอร์เดียวที่ผมนึกออก ชาวบ้านอายุมากคนหนึ่ง หางานสุจริตทำหลังจากทำกับข้าวให้หลานไปโรงเรียน ชาวบ้านธรรมดา ที่น่ายกย่องเลื่อมใส

ป้อมยามในตอนสายจะไร้คนเฝ้ายาม และจะกลับมาอีกครั้งตอนบ่ายลากยาวจนถึงมืดค่ำ ป้อมยามเก่าคล่ำคล่า มีเพียงไม้เก่าสองแผ่น ดูสะอาดกว่าสิ่งใดอื่น (ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นเก้าอี้และโต๊ะประจำตำแหน่งของลุงยาม)

การนั่งนิ่งของลุงยาม อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ป้องกันชาวบ้านชุมชนอุโมงค์ไม่ให้ย่างกลายเข้ามารบกวน ยกเว้นคนถ้ำที่เสียค่าเช่าเท่านั้น ที่มีสิทธิเข้าออก
************************************

หลังจากคืนวันที่ถ้ำผมถูกบุกรุก ผ่านพ้นไป ถ้ำถูกแบ่งออกเป็นสองฟากด้วยคลองน้ำ

เช้าของวันนั้น น้ำตกขนาดย่อมในอาคารที่พักอาศัย หยุดไหลไปแล้ว ไม่มีใครสนใจถ้ำที่สลักหินหน้าถ้ำว่า หมายเลข 302 ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องอะไรมากมายอยู่แล้ว แต่งตัวเสร็จ กระโดดข้ามคลองน้ำในโถงถ้ำ ลากเลื่อนประตูไม้ปิดถ้ำ เดินออกมายังลานดินเบื้องล่าง

หนองน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตรขวางหน้าถ้ำ ผมเก้ๆ กังๆ จะข้ามออกไปได้อย่างไร ลืมไปน้ำก็คงไม่ลึกมาก พื้นที่หน้าถ้ำ ไม่ได้เป็นที่ลุ่ม มีทางน้ำพอให้ไหลผ่านระบายไปได้บ้าง ผมเดินข้ามผ่านไปอย่างไม่ต้องคิดมาก น้ำตื้นเขินแค่ข้อเท้า
น้ำจากถ้ำของผม ไหลตกลงมาตั้งแต่เมื่อวาน กลายเป็นหนองน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร เหมือนบ่อน้ำขุดใหม่ บ่อน้ำขุดยังไม่เสร็จ มันถูกล้อมด้วยเชือกฟางสีแดงปักด้วยเสาไม้ไผ่เหลาแหลม แสดงอาณาเขตห้ามผ่าน คงเป็นลุงยามทำไว้ เขาคงทราบเรื่องนี้ และกลัวผู้คนที่อาศัยคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องต้องเหยียบลื่น เปียกปอนในคืนที่ผ่านมา

ผมขี่มอเตอร์ไซน์เก่าออกมายังตู้โทรศัพท์สาธารณะ ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างป้อมยามนัก ผมหยอดเหรียญพยามถึงสามครั้งเพื่อโทรติดต่อป้าเจ้าของถ้ำ ตั้งใจจะถามเรื่องราวของวานนี้ สัญญาณผ่านเคลื่อนไปตามชุมสาย แน่ใจว่าคงไม่มีใครรับสาย จำใจต้องวางหู ผมคงต้องเลิกล้มช่องทางติดต่อนี้ไปเสีย ไม่อย่างนั้นการทำงานวันนี้อาจหงุดหงิดอารมณ์เสีย เดินทางไปถึงสำนักงานล่าช้าผิดปกติ เพื่อนในแผนกอาจจับผิด ระแคะระคาย ล่วงรู้เรื่องคนถ้ำเข้าจนได้

ขณะที่ก้าวขาเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ป้อมยามฝุ่นผงแดงเถือกเกาะติด สีแดงเดียวกับโถงถ้ำ ผมเอานิ้วปาด ก้มลงเพ่งมองเม็ดฝุ่น ใช่มันเป็นฝุ่นผงเดียวกับในโถงถ้ำ ลานดินเป็นสีน้ำตาล ไม่มีดินสีแดงเลยสักนิด เป็นไปไม่ได้ว่าจะเป็นฝุ่นธรรมดา หรือ มันจะเป็นแรงระเบิดมหาศาล แรงระเบิดจากโถงถ้ำของผม (---จุดกำเนิดของระเบิดอยู่หน้าห้องน้ำ ตาน้ำไหลผุด กลายเป็นคลองน้ำขนาดย่อม แรงระเบิดรุนแรงส่งดินปืนและฝุ่นผงแดงฟุ้งกระจายเต็มถ้ำ แรงระเบิดเพี้ยนประหลาด สามารถย้ายเคลื่อนสิ่งของกองรวมกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยได้---)
คงไม่ใช่หรอก ไม่มีเรื่องเพี้ยนแบบนั้นบนโลกจริงๆ หรอก

เหตุการณ์ไร้สาระไร้ซึ่งเหตุผลรองรับ บางเรื่องผมแก้ไขผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บางเรื่องหัวสมองแทบระเบิดกว่าจะคลี่คลายได้ บางเรื่องปล่อยผ่าน ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แยกออกไปจากสมองรวดเร็ว แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะยากเกินกำลัง บางทีลุงยามอาจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังได้หลังจากผมกลับมาในตอนเย็น เมื่อวานเขาอาจอยู่บริเวณหน้าถ้ำ การหายไปของช่างสองคนอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต รวมถึงหนองน้ำตรงลานดินที่เกิดจาก น้ำตกขนาดย่อมในอาคารพักอาศัย นี้ด้วย
************************************

ที่สำนักงาน ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ผมไม่ได้เล่าเรื่องราวในถ้ำให้แก่คนในสำนักงานฟังเลยสักคน แน่ล่ะ ในสำนักงานไม่มีใครรู้เรื่องของผมมากนัก ผมปิดเงียบ ก่อนเข้ามาทำงานที่นี่ ทุกคนรู้แต่ว่า ผมอาศัยอยู่บ้านเช่าหลังมหาวิยาลัยเชียงใหม่กับน้องชายสองคน ไร้ญาติพี่น้องนานหลายปี ครอบครัวมีเพียงสองคน ไม่มีเรื่องตื่นเต้นใด ธรรมดาเกินที่จะไถ่ถามถึงรายละเอียดชีวิตสามัญประจำวัน เรื่องจริงใครจะเชื่อ ชุมชนถ้ำ มนุษย์ถ้ำ
ผมไม่ได้โกหกใคร เพียงแค่ไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้นเอง
************************************

ถึงที่ทำงาน ผมจอดมอเตอร์ไซน์ตรงลานจอดรถ ไม่เห็นคนมาทำงานเลยสักคน ฝุ่นผงแดงเกาะติดบนมอเตอร์ไซน์คันข้างๆ มีคนมาก่อนหน้าผมคนนึง มอเตอร์ไซน์ของใครสักคน ผมไม่ทราบ ไม่เคยจำได้ ฝุ่นผงแดงเหมือนโถงถ้ำ

เวลาไหลผ่าน นาฬิกาข้อมือไม่มี นาฬิกาที่ใช้ดูคือนาฬิกาจากมือถือ ผมไม่มีมือถือ (มีแต่หามันไม่เจอ) จึงไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าใด แต่ก็แน่ใจว่ามันคงเช้าเอามากๆ เช้าขนาดที่ว่ามีแค่คนเดียวที่มาถึงสำนักงานก่อนผม
อาจเป็นแม่บ้าน


ประตูหน้าสำนักงานปิดตาย (สำนักงานใช้ประตูหน้าสำหรับแขกผู้มาติดต่อเท่านั้น จะเปิดก็ต่อเมื่อแม่บ้านมาถึง มอเตอร์ไซน์คงไม่ใช่ของแม่บ้าน) ผมเดินอ้อมเข้าด้านประตูหลัง ผ่านแคนทีน มายังโต๊ะตอกบัตร หยิบบัตรตอกจากแผงเหล็กสีเทาโดยไม่ต้องดูชื่อ (บัตรตอกเรียงเป็นระเบียบสวยงาม เรียงตามตำแหน่งงานตามระดับ บัตรตอกของผมไม่ได้ถูกเคลื่อนย้าย หยิบถูกต้องแม่นยำ แม้กระทั่งหลับตา) ผมหย่อนมันลงไปในกล่องสีเหลี่ยมนั้น ตอก มันเหมือนเช่นเช้าของทุกวัน

เมื่อจ้องดูเวลาในบัตรตอก ผมตกใจกับตัวเลขสีแดงของกระดาษแข็ง (กระดาษที่แสดงมาตราฐานการทำงานของผม มีชื่อจริงและนามสกุลจริงของผมติดอยู่)
วันที่ 28 เดือน 3 เวลา 9.20 สายว่ะ ผมพูด นี่คือการมาสายครั้งแรกของผม
ก่อนมีเสียงใครคนใดคนหนึ่ง เสียงชายหนุ่มพูดขึ้น เสียงนั้นคุ้นหู เหมือนเสียงของผมเอง ประโยคชักกระตุกขาดห้วง เสียงวิ่งวนรอบตัวผม
หมานายมาสายนายมาสายถึง 10 ปีกับอีก 1 วัน 20 นาที เครื่องตอกบัตรส่งเสียง แล้วก็หยุดปล่อยเสียงออกมาสักครู่ใหญ่ ก่อนส่งเสียงโทนเดียวเดิม ดังเทปบันทึกเสียงกรอกลับไปกลับมา

หมาหมาหมานายมาสายนายมาสายนายมาสาย
เครื่องตอกบัตรยังคงส่งเสียงนั้นอีกครั้ง อีกครั้ง และ อีกครั้ง...

************************************

ปล1. ผมบันทึกเรื่องราวทั้งหมดนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ปีที่แล้ว ไม่น่าเชื่อว่า ฝุ่นผงที่คิดขึ้นมาเล่นๆ ครบกำหนด 1 ปี ผ่านพ้น มันจะเกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ จริงๆ

ปล2. อ่านย้อนหลังที่นี่ครับ

คลิกอ่าน ตอนที่ 1
คลิกอ่าน ตอนที่ 2
คลิกอ่าน ตอนที่ 3

คลิกอ่าน
ตอนที่ 4
คลิกอ่าน ตอนที่ 5
คลิกอ่าน ตอนที่ 6

ช่วงสายวันนั้น ในร้านกาแฟเปิดใหม่

ผมดูดกาแฟไม่กี่อึก สมาธิขาดหาย อ่านหนังสือไม่เข้าหัวแอบชำเลืองมองพนักงานแคชเชียร์สาวทุกๆ 2 นาที ไม่มีทีท่าว่าเธอจะสนใจตอบรับ

เธอยุ่ง และยังง่วนอยู่กับการเช็คขวดใส่เมล็ดกาแฟ ต้อนรับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วงจังหวะใดให้ผมสบตา แทรกคำถามผ่านอากาศ ไถ่ถามว่า เธอล่วงรู้ได้อย่างไร

แน่นอน เธอไม่มีทีท่าสนใจมนุษย์ถ้ำดังคราวแรกที่พบ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกน่า ที่คนไม่รู้จักผมจะล่วงรู้ว่าผมอาศัยอยู่ในถ้ำให้เช่าราคาถูก

ช่างมันเถอะ น้ำแอลกอฮอล์ที่เหลือในหัวอาจทำผมเพี้ยนผิดปกติ จินตนาการภาพซ้อนทับ อุปโลกน์ปัดว่าใครก็พูดเรื่องถ้ำกันทั้งนั้น ผมลุกออกมาจากที่นั่ง หยิบนิตยสารเล่มนั้นคืนในชั้นวาง ผมดูดกาแฟไม่หมด ถือแก้วกาแฟติดมือ ไม่ได้คิดเรื่องราวอะไรต่อ เดินดุ่มกลับถ้ำ ผ่านหอศิลป์และตลาดต้นพยอม

*****************
เมื่อถึงปากทางเข้าถ้ำ พบการเปลี่ยนแปลงสามสี่อย่าง
ตู้เสื้อผ้า โต๊ะคอมพิวเตอร์ ตู้หนังสือ ทีวี กองหนังสือ เตียงนอน-ผ้าห่ม กีต้าห์โปร่งของน้องชาย ถูกเคลื่อนย้ายจากหน้าห้องน้ำสู่ด้านล่างโถงถ้ำ กองหนังสือ กองซีดี-ดีวีดี และกองกระดาษไร้ค่าบางส่วนยังอยู่ที่เดิมไม่ได้ถูกเคลื่อนย้าย ฝุ่นผงสีแดงกระจายฟุ้ง บ้างก็เกาะตัวหนาแน่นบนกลุ่มกองเหล่านั้น ฝุ่นผงแผ่คลุมเคลือบติดตามผนังถ้ำ มีบางส่วนยังคละคลุ้งหลงเหลืออยู่ในอากาศ รอเพียงช่วงเวลาเล็กน้อย เพื่อตกลงสู่ที่ต่ำบนพื้นถ้ำ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก

คลองน้ำขนาดเล็ก ขนาดความกว้างครึ่งเมตร ไหลเป็นทางยาว ไหลลงสู่หน้าถ้ำ น้ำไหลเชื่องช้าด้วยพื้นถ้ำไม่ได้ลาดชันมาก ก่อนที่มันจะไหลเร่งแรงมากขึ้นเมื่อถึงหน้าถ้ำ และตกสู่ลาน (จอดรถ) ดินเบื้องล่าง

ต้นน้ำอยู่ทางด้านบนโถงถ้ำ ไหลซึมต่อเนื่องมาจากภายในห้องน้ำอีกที คลองน้ำไหลผ่านโถงถ้ำ แบ่งฟากถ้ำซ้ายขวา น้ำใสเหมือนดังตาน้ำใหม่ผุดออกมาจากใต้ดิน เปรียบดังต้นน้ำหล่อเลี้ยงผืนดิน ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทย
ผมได้แต่ยิ้มแหย น้ำตกขนาดย่อมในอาคารที่พักอาศัย

พื้นกระเบื้องยางถูกเลาะไปกว่าครึ่งค่อนถ้ำ มองเห็นเนื้อแท้ของพื้นถ้ำ สีดำด่าง เศษหินถูกกระเทาะพื้นผิว คงเป็นฝีมือช่างสองคน สร้างพื้นผิวขรุขระ เพื่อการยึดเกาะของกาวซีเมนต์ ระหว่างกระเบื้องใหม่ เซรามิคและพื้นถ้ำเดิม โซนถ้ำถูกแบ่งเป็นสองฝั่งฟากชัดเจนด้วยคลองน้ำผ่าครึ่ง และเนื้อพื้นผิวกับสีดำด่างของพื้นถ้ำเดิม

ให้เปรียบเทียบเล่นๆ สีดำของพื้นถ้ำก็คงเป็นโลกล้านปี ส่วนสีเขียวของกระเบื้องยางหน้าถ้ำ คงเป็นโลกเดิม โลกปัจจุบันที่เท้าผมเหยียบติดอยู่ รอการขยับเขยื้อนก้าวผ่านไทม์แทชชีนสู่โลกล้านปี

ผมยืนอยู่หน้าถ้ำสักหนึ่งนาทีเห็นจะได้ ก่อนก้าวเท้าเดินเข้าไป กระโดดข้ามคลองน้ำ ข้ามไปยังอีกฟากถ้ำ ฟากที่ยังไม่ถูกเลาะกระเบื้องยาง สอดส่ายสายตาหาสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงถ้ำในวันนี้ เดินย่างเข้าไปยังห้องน้ำ แหล่งกำเนิดคลองน้ำ ไม่พบผู้ใด

เมื่อมองลงมายังโถงถ้ำด้านล่าง รู้สึกยืนอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นชิน บรรยากาศแตกต่างไม่เหมือนเดิม ไฟในถ้ำมืดมิด มีเพียงแสงเดียวส่องสาดจากประตู แสงอาทิตย์ แสงแดดบ่ายด้านนอกถ้ำเท่านั้น บรรยากาศเปียกชื้น อึดอัด ผมรู้สึกว่าจะมีกลิ่นเหม็นสาบจากที่ไหนสักแห่ง ลอยรู่ปนกับออกซิเจนในถ้ำเข้าสู่โพลงจมูกผม ไม่ใช่กลิ่นเหม็นจากห้องน้ำ ไม่ใช่เลย กลิ่นผมเองผมรู้ดีน่า แต่กลิ่นแปลก เหมือนกลิ่นเหม็นมูลค้างคาวกองสุมอยู่ตรงใหนสักแห่งระหว่างกองซีดี และกองเฟอร์นิเจอร์

เช่นเดียวกับถ้ำเชียงดาวสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งของเชียงใหม่ ใช่ๆถ้ำยุคโบราณ ขาดเสียแต่ถ้ำนี้ไม่มีหินงอกหินย้อยเท่านั้นเอง เพราะมีฝ้าเพดานโครงเคร่าทีบาร์ปิดอยู่ ฝ้าเพดานคือสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าถ้ำยังคงเป็นถ้ำเดิมของผม ถ้ำหมายเลข 302 ถ้ำไม่มีระเบียง ถ้ำแบ่งให้เช่าราคาถูกย่านชุมชนอุโมงค์ มิได้ถูกระเบิดฝุ่นผงสีแดงจริงๆ

และมิใช่ถ้ำยุคโบราณ ต้องล้อมวง เต้นรอบกองไฟ ฉีกกินเนื้อเก้งดิบๆ ในป่าเบญจพรรณ ที่พึ่งล่าได้จากคมหอกหินที่ทำด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นคนถ้ำ

ใช่สิใครก็คงคิดอย่างนั้น หากช่วงเช้าของวัน ไม่มีโทรศัพท์แจ้งข่าวจากป้าเจ้าของถ้ำ ผมก็คงคิดเอาเองอย่างนั้น ถ้ำถูกวางระเบิด จุดกำเนิดของระเบิดอยู่หน้าห้องน้ำ ตาน้ำไหลผุด กลายเป็นคลองน้ำขนาดย่อม แรงระเบิดรุนแรงส่งดินปืนและฝุ่นผงแดงฟุ้งกระจายเต็มถ้ำ แรงระเบิดเพี้ยนประหลาด สามารถย้ายเคลื่อนสิ่งของกองรวมกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยได้

ผมเอื้อมมือเปิดสวิต์ไฟหน้าห้องน้ำ ไฟติดเป็นปกติ การเลาะกระเบื้องยางคงไม่ถึงขั้นต้องสับสะพานไฟลง

แสงไฟหน้าห้องน้ำทำให้ห้องสว่างมากขึ้น ห้องน้ำเจาะช่องเข้าไปในเนื้อถ้ำ คว้านลึกเข้าไป ขนาด 6 ตารางเมตร ห้องน้ำสูงกว่าพื้นโถงถ้ำประมาณ 30 เซ็นติเมตรเห็นจะได้ ผมมองเห็นกองผ้าเปียกสองสามชิ้นวางอยู่ตรงชักโครก น้ำยังหยดเป็นทางยาว ไม่ใช่เสื้อน้องชายผมแน่ๆ น้องผมไปเชียงรายยังไม่กลับ คงเป็นของช่างสองคนนั้น น้ำหยดลงแอ่งน้ำรูโบ๋บนพื้นห้องน้ำ ตาน้ำที่ว่าเกิดจากตรงนี้นี่เอง ช่างคงเลาะพื้นห้องน้ำ แล้วก็คงมีช่างคนใดคนหนึ่งไม่ระมัดระวัง กระเทาะกระเบื้องแรงจนไปโดนท่อน้ำดีเข้า ท่อน้ำใช้ในอาคารแตกไหลไม่หยุด น้ำพุ่งพลวดสู่ด้านบนผุดเป็นแอ่ง แรงดันไม่มาก เปลี่ยนสถานะจากท่อน้ำดีเป็นคลองน้ำไหลเชื่องช้า ก่อนเร่งแรงกลายเป็น น้ำตกขนาดย่อมในอาคารพักอาศัย

ต้องมีช่างคนใดคนหนึ่งเปียกน้ำ และต้องมีช่างคนใดคนหนึ่งเดินทางไปปิดวาวล์น้ำ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ไหนสักแห่งในถ้ำ ตำแหน่งควบคุม ปิดเปิดปล่อยน้ำดีมายังถ้ำ หมายเลข 302 นี้

ผมเดินมาด้านล่าง ควานหาโทรศัพท์มือถือ ตั้งใจจะโทรถามป้าเจ้าของถ้ำเรื่องช่างสองคนที่หายไป และเหตุการณ์โดยคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในถ้ำ หมายเลข 302

หาอยู่นานทั้งที่เคยคุ้นและไม่เคยคุ้น ทั้งด้านนอกถ้ำและด้านในถ้ำ ไม่มีตำแหน่งระบุชัดเจน พูดง่ายอีกหน่อยก็คือ
ไม่เจอไม่มีทางเจอ สงสัยคงกองปนอยู่ในหนังสือ หรือกองเสื้อผ้าใช้แล้ว ก็เมื่อคืนผมเมา จำไม่ได้ว่าโทรฯ หาใครบ้าง แล้ววางมือถือไว้ตรงไหน การหามือถือ กับหารีโมตทีวี เป็นสองสิ่งที่ผมเปล่าเปลืองเวลาไปกับมันพอสมควร มีครั้งหนึ่งน้องชายผมจำเป็นต้องออกกำลังกายก่อนนอน โดยการเดินจากอีกฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งเพื่อเปลี่ยนช่องทีวี ระหว่างช่องหนังที่ผมดูกับช่องถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่น้องผมชื่นชอบ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พวกเราถึงค้นพบรีโมตทีวีเจอ มันอยู่ในกองผ้าใช้แล้วของผม ตั้งแต่นั้นมาผมไถ่โทษโดยการไม่แตะรีโมต ปล่อยให้น้องชายยึดครองช่องทีวี เดือนทั้งเดือนทีวีสลับผลัดเปลี่ยน ถ่ายทอดสดฟุตบอลนัดปกติยันนัดพิเศษทั้งไทยและเทศอย่างเท่าเทียมกัน
*****************

ฝุ่นผงถูกปัดก่อนล้มตัวนอน ผมกะคร่าวๆ ว่าจะนอนเล่นฟังเพลงจากแผ่นซีดี รอการกลับมาของช่างสองคน ผมตื่นขึ้นจากเตียงนอนอีกที มองไปหน้าถ้ำ แสงแดดหายไปแล้ว ความมืดเข้ามาแทนที่ เวลานี้คงประมาณหกโมงกว่าๆ แสงเดียวที่เหลือคือแสงหลอดไฟจากห้องน้ำ

ผมลุกจากเตียงนอน เดินสำรวจรอบถ้ำอีกครั้ง ถ้ำเงียบเชียบ กลิ่นเหม็นสาบของมูลค้างคาวคละคลุ้ง เหม็นถึงขั้นอยากอาเจียน นึกภาพหน้าน้องชายตอนกลับมาไม่ออกเลย ไม่มีสิ่งใดไหวเคลื่อน นอกจากตัวผมและน้ำตกขนาดย่อมในอาคารที่พักอาศัย ผมหวังไว้ว่าช่างสองคนคงตื่นเต้นรีบร้อนวิ่งออกไปเพื่อแจ้งข่าวเรื่องเหล่านี้กับป้าด้วยตัวเองที่บ้านพักของป้า (ซึ่งผมก็ไม่ล่วงรู้ว่าอยู่ที่ไหน รู้แค่เบอร์โทรศัพท์มือถือ กระทั่งชื่อก็ไม่รู้ เวลาเจอกันก็เรียกขานว่า ป้า สั้นๆ เท่านั้น) หรือไม่พวกเขาคงนอนพักกลางวัน งีบหลับเอาแรงนานจนเกินไป เผลอไผลลืมตื่น อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่ ผมรู้ดี ตอนสมัยที่ผมทำงานสถาปนิกใหม่ๆ ต้องคอยดูแลช่างรับเหมาเทพื้นคอนกรีต แรงงานเหมาจ่ายกะเวลาแม่นยำ ช่างเหล่านั้นรู้เวลากินนอนพัก เป็นเวลา ไม่เช่นนั้นงานล่าช้า ส่งมอบงานไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างเหมา ผู้รับเหมาก็ถูกปรับ ค่าจ้างลด เงินงวดสุดท้ายอาจน้อยลง หรือไม่ได้รับ ผู้รับเหมาก็ลดเงินรายวันพวกเขา เท่านี้เอง ระบบทำงาน ลดเงินเป็นขั้นลำดับยุติธรรม

เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาขุดค้นพบเจอลายแทง พบช่องทางลับ นำทางไปสู่กรุสมบัติเก่าแก่ของคนถ้ำยุคโบราณ ที่อาศัยอยู่ในถ้ำนี้มาก่อนคนถ้ำยุคผมจะกำเนิดเกิดเป็นคน

เมื่อเจอสมบัติแล้วมนุษย์ก็หลงลืมหน้าที่ตัวเองชั่วขณะ ความโลภครอบงำ เดินทางจากไปโดยทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าเปียกน้ำ และถ้ำที่โดนระเบิดฝุ่นผงแดงไร้ค่าไว้เบื้องหลัง และมอบของขวัญแด่มนุษย์ที่พวกเขาไม่รู้จัก ด้วยน้ำตกขนาดย่อมในอาคารพักอาศัย และคำคมเด็ดๆ ว่า จงพยายามหัดคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

อย่างหลังนี่ มองดูคล้ายว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่อย่างไรเสีย ผมก็ไม่รู้ว่าจะคิดหาทาง สืบเสาะหาเหตุผลได้ดีกว่านี้อีกแล้วนี่นา

คิดอยู่นานทีเดียว รู้สึกปวดท้องฉี่ ระหว่างที่เดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำ ผมคิดอะไรขึ้นมาได้อยู่อีกข้อหนึ่ง
เอ...หรือว่าพวกเขาจะอยู่ตรงไหนสักแห่งในถ้ำ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผมยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึง

***************************************

ปล. อ่านย้อนหลังที่นี่ครับ

คลิกอ่าน ตอนที่ 1
คลิกอ่าน ตอนที่ 2
คลิกอ่าน ตอนที่ 3

คลิกอ่าน
ตอนที่ 4
คลิกอ่าน ตอนที่ 5