The-Humancave

"ผมจะย้ายออกจากถ้ำเดิม"
สิ่งของต่างๆ ภายในถ้ำ พากันทักทาย บอกใบ้ว่ายังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ผมดื้อดึง หุนหันเก็บข้าวของย้ายออก ไม่บอกแม้แต่น้องผม น้องคนเดียวที่ส่งเสียงไม่ได้

----------------

สามปีก่อนหน้านี้ น้องและผมย้ายออกจากบ้านใหญ่ มาอาศัยอยู่ในถ้ำนอกเมือง ในวันที่ย้ายเข้าวันแรกผมและน้องพบเจอหมาดำตัวหนึ่ง มันอาศัยอยู่ในโถงทางเดินเข้าถ้ำ
ใช่หมาดำปกติ แต่ดันพูดได้ น้องผมไม่แปลกใจนักส่วนผมก็เช่นกัน โลกดูเบี้ยวแบบนี้มานานหายสิบปีแล้ว

ข้างนอกถ้ำฝนตก มันอาษาบอกว่าจะนำทางไปสู่ถ้ำที่อยู่ไม่ไกลจากนี้มากนัก เป็นถ้ำของมันเอง ไม่คิดค่าเช่าสนใจเข้าอยู่ไหม ผมอือออ เอื้อมมือหยิบร่ม เดินคุยกับมันฝ่าฝนไปไม่กี่ก้าวเดิน ผมจึงพบถ้ำนี้ และอาศัยยาวนานสามปี
เรื่องแสนธรรมดา ง่ายๆ หมาดำ คนตัวเล็กและคนไม่พูด

-------------------

ผมเคยสอนให้มันเห่า อยู่สองสามครั้ง มันไม่เคยสนใจ ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือหนาหนัก ไม่ทราบว่าเรื่องใด คนอย่างผมยังไม่อยากแตะ จนปัญญาจะชักจูงให้เป็นชาติหมาได้แล้ว

มันบอกว่ามันไม่กลับไปเห่าอีกแล้ว มีความหลังฝังใจ เมื่อถึงเวลาอันควรมันจะเล่าทั้งหมดให้ผมฟัง สารภาพตามตรงว่าผมก็ไม่รู้สึกดีนัก ความอึดอัดในการสื่อสารกันเพิ่มทวีสูงขึ้น คนกับหมาเจรจากันในถ้ำ ยากที่จะเล่าให้ใครฟัง และยากยิ่งที่ใครจะเชื่อ น้องผมไม่สนใจเรื่องนี้นัก เราสามอยู่กันแต่ในถ้ำ ซึ่งมีผมคอยหาค่าใช้จ่ายเพียงคนเดียว

หมาดำพูดได้เพียงสามสี่คำต่อประโยค หากเรียงเป็นภาษาไทยก็พอได้ใจความ เราพูดคุยกันหลายเรื่องทีเดียวก่อนมันจะพูดได้นั้น มันเคยเป็นหมาดำธรรมดามาก่อน ซึ่งแตกต่างจากคนถ้ำอย่างผม คนถ้ำที่ออกไปทำงานกลับบ้านนอน อยู่ยาวเฉพาะเพียงเสาร์อาทิตย์ ชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป

หากนำคำพูดของผมต่อวัน-ต่อกันแล้ว ก็คงนับเป็นรูปประโยคได้น้อยกว่ามันมากนัก

------------------------

"ผมจำเป็นต้องย้ายถ้ำ" หลังจากที่ผมเองเป็นคนไปปรึกษาถามเรื่องงานและเรื่องเรียนของน้องผมกับมัน ซึ่งยากเกินแก้ไขได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว หมาดำใส่ใจรับฟังยาวนาน นานจนบางทีผมก็เหนื่อยที่จะพูด จำนวนคำลดน้อยลง น้อยลง

ทำอย่างไรดี เราต้องการใช้เงิน ผมพูดขึ้นมาในวันสุดท้ายก่อนเรื่องทั้งหมดจะยากเกินแก้ไขได้แล้ว เป็นเหตุผลที่ต้องย้ายออก พวกเราสามแยกจาก

ไม่ได้ต้องการแสวงหาคำตอบใดหรอก หมาดำเดินมาข้างๆ หยิบกระป๋องเบียร์จากไหนไม่ทราบได้ยื่นให้ผม นายใช้เองใช่ไหม หมาดำถาม ผมส่ายหน้า เปิดกระป๋องเบียร์ แล้วยกดื่ม เขานิ่งคิด ก่อนเดินไปยังนอกถ้ำ และกลับมาอีกครั้งพร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง นำมายื่นให้ผม ไม่ต้องบอกหรอกมันเป็นเงินมากมายมหาศาลทีเดียว

ผมรับไว้ไม่ได้ ผมบอก เข้าใจว่าคงเป็นเงินของหมาดำที่เก็บสะสมไว้แต่ในอดีต
เงินนาย เก็บไว้ใช้เองเถอะ ผมบอกอีกครั้ง หมาดำยิ้ม เขาพูดว่า เราไม่ใช้แล้ว
ให้ง่ายๆ เลยหรืออือ หมาดำพยักหน้า นายแปลกใจใช่ไหม เขาพูด ผมเป็นฝ่ายพยักหน้าแทน
ไม่ต้องกังวล นี่คือเงินนายเอง เราเอามาใช้คืน หมาดำพูด ทิ้งเงินไว้บนโต๊ะ เงินที่ทั้งชาติผมคงหาไม่ได้

ตั้งแต่แต่วันนั้นมันก็ไม่พูดภาษาไทยอีกเลย ไม่แม้จะมาทักทายผมอีก สามวันให้หลังมันก็จากไป ผมนำเงินไปให้น้องจ่ายค่าเทรอม จ่ายค่าถ้ำ ไม่ถึงสามปี เงินก็หมด จำต้องย้ายถ้ำในวันนี้
เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้ข่าวจากชาวบ้านว่าพบหมาดำตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำอีกถ้ำหนึ่งไม่ไกลจากนี้ อาศัยตัวเดียว ชาวบ้านเล่าว่าเป็นหมาวิเศษที่ไม่เคยเห่าผู้คนเลย ต่างพาไปกราบไหว้บูชา ขอเลขเด็ด ผมดีใจ ไม่ทันได้เก็บข้าวของดี ผมตัดสินใจย้ายไปอยู่กับมัน
มันคงจำผมและน้องได้

-------------------

ผมตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะทิ้งของทั้งหมดไว้ในถ้ำ เดินผ่านช่องเล็กหน้าโถงถ้ำ แสงแดดโดนหน้า ร้อนผ่าว บางอย่างในตัวผมค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ หูกลางออกยาวถึงริมฝีปาก จมูกค่อยกลายเป็นสีดำยาวยื่น ขาและแขนหดสั้น ผมได้แต่มองดูร่างกายของตัวเองที่ตอนนี้กลายเป็นหมาไปเสียแล้ว

ผมเดินไปยังถ้ำที่ว่า พบหมาดำตัวนั้นอีกครั้ง มันดูแก่กว่าเดิมไปมาก ผมพุ่งตรงไปยังหมาดำ มันตกใจ เห่าร้องเสียงดัง ขู่ฟ่อ ใส่ผม ผมพูดทั้งที่ยืนขาสั่นไม่เข้าใจในตัวมันนัก ไอ้หมาดำเพื่อนเอ๋ยนี่เราเอง
ไม่มีเสียงใดออกจากปากมันนอกจากเสียงเห่า แม้แต่เพื่อนเก่าอย่างผม มันก็จำไม่ได้
ก่อนที่ผมจะได้พูดคำใดต่อจากนั้นอีก เขี้ยวของมันก็ฝังลึกลงที่คอผมแล้ว
ผมรู้สึกเจ็บที่คอ แต่ก็ไม่มากเท่าที่ใจ น้ำตาเริ่มไหลท่วมหน้า (หมา)

คิดได้เพียงว่า
นี่คงเป็นความหลังฝังใจ-ของมัน

นกฮูก
26 มกราคม 2550

 

ผมเว้นว่างห่างหายจากเพื่อนฝูงไปนานเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้สิ ถ้าจะนานพอสมควร
เมื่อสองวันก่อนมีโอกาสดื่มเบียร์ กับเพื่อนที่นานๆ จะเจอกันเสียที
เช่นเดิม ระยะเวลาของเบียร์ขวดที่สามกำลังพ้นผ่าน ผมยังเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่มีเรื่องราวใหม่ๆ หลุดลอดออกจากปากผม มีเพียงเพื่อนหนึ่งเดียว ที่เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
จากฉากหนึ่ง สู่ฉากสอง
จากเรื่องคนนี้ ไปเรื่องคนนั้น
จากสตรีในอดีต จนถึงสตรีโต๊ะข้างๆ
ฉากแล้วฉากเล่า
ฉากแล้วฉากเล่า...

ชีวิตแกเป็นชีวิตปกติธรรมดาสามัญ ไม่มีตัวละครแปลกแตกต่าง ใช้ชีวิตในกรอบปกติ อยู่แต่ในถ้ำ ดินแดนที่แม้แต่กู ก็เริ่มจะจำทาง คลำไปหามึงเกือบไม่เจอแล้ว นั่นคงเป็นข้อความสำคัญที่สุดในการสนทนา ในคืนที่ผมตัดสินใจออกจากถ้ำ ข้อความแก่นแกนสำคัญของชีวิตที่ไม่ใคร่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้วในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่ผู้คนเดินขวักไขว่ ในร้านเหล้าเช่นนี้

ออกมาข้างนอกบ้าง อย่าอยู่แต่ในถ้ำ คราวหน้าเจอกัน กูจะได้ฟังเรื่องใหม่ๆจากมึงบ้าง มึงสังเกตไหม? แม้แต่หนังสือของมึงเอง ก็ไม่พ้นถ้ำ
ผมพยักหน้ารับ ก็ถูกของมัน
ไม่ต้องกินเหล้าก็ได้ แค่ออกมาโลกภายนอกบ้าง แค่ชื่อร้านมึงยังไม่รู้จักเลย อยู่เชียงใหม่ภาษาไรวะ ตั้งหลายปี ผมพยักหน้ารับอีกครั้ง ช่วยไม่ได้ ผมไม่กระเตื้องเรื่องชีวิตโลดโผนเอง แต่ก็สัญญาว่าจะลองทำดู
มันอาจช่วยให้ชีวิตไหลเรื่อย จืดชืด ไร้รสชาติ กลับมาเป็นปกติ อีกครั้ง
นั่นสิ แค่คิดจะทำอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องทำว่ะ

คลิกอ่าน ตอนที่ 1

มันเป็นเรื่องง่าวของวันธรรมดา หรืออาจเป็นวันธรรมดาของเรื่องง่าว

มันเป็นเรื่องนอกถ้ำ ผมเจอพวกเขาในร้านเหล้าร้านหนึ่ง จำได้ว่า มันเป็นวันธรรมดาสามัญ ไม่ใช่วันเกิดผม ไม่ใช่วันเกิดใคร ไม่ใช่เลี้ยงส่งพนักงานออฟฟิตลาออก ไม่ใช่วันศุกร์-เสาร์ ที่ผู้คนแห่แหนมาเพื่อล้อมวงหัวเราะชนแก้ว

เรียกได้ว่าเป็นวันธรรมดาสามัญจริงๆ วันเฮฮากับเพื่อนร่วมงาน มาเพื่อกินเบียร์, เพื่อให้ปวดฉี่, และก็ต้องเดินไปห้องน้ำ นี่แหละ วัฐจักรของวงเหล้า ไร้สาระเป็นที่สุด
เล่าให้แคบสักหน่อย ผมเจอพวกเขาที่ในห้องน้ำของร้านเหล้า

ห้องน้ำชายทั่วไป พวกเขาไม่พูดกับคนอื่น พุ่งตรงมายังผม ไม่แสดงออกว่าต้องการอะไรจากผม ไม่แม้จะสื่อสารกับใครคนอื่นในโถฉี่ ที่อยู่ระนาบเดียวกันกับผมก่อนแม้แต่คนเดียว (ซึ่งพวกเขาดูดีกว่าผมมากๆ แถมมีตั้งสามคน)

พวกเขาส่งของให้ พูดเพียงว่า พวกเรา, มา, เพียงเพื่อให้ผมก็ช่างง่าว รับของมาเฉยๆ ไม่ถามอะไรพวกเขาสักอย่าง (คงเป็นเหตุผลง่าวๆ เหตุผลเดียว จะมีไหม? คนปกติทั่วไปที่รับของคนอื่นโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร ที่สำคัญเป็นใครก็ไม่รู้จัก คงมีแต่ผม อือ...คนง่าวที่สุดในห้องน้ำวันนั้นล่ะมั้ง) แล้วพวกเขาก็จากไป ทิ้งไว้แต่เพียงเรื่องง่าว และคนง่าว

ผมกลับมาที่โต๊ะเปิดดูของที่รับมาจากห้องน้ำ ปึกกระดาษปึกหนึ่ง มีรูปวาดที่หน้าแรก (ผมจะสแกนมันให้ดูในภายหลัง) เป็นรูปขยุกขยุย ดูไม่รู้เรื่อง นี่แหละเรื่องง่าวของวันนี้
หลังจากเปิดดูผมก็ขอตัวกลับก่อน บอกเพื่อนร่วมวงเฮฮาเบียร์ว่ามีเรื่องง่าวเกิดขึ้นอีกแล้ว ผมจะลองเขียนเรื่องสักเรื่อง ที่เริ่มต้นด้วยความง่าว กับกลุ่มคนง่าวที่ผมไม่รู้จัก และกระดาษรูปวาดขยุกขยุยปึกนี้ ผมพูดจบ ไม่มีใครทักท้วง ไม่มีใครเหนี่ยวรั้งให้อยู่ต่อเพื่ออธิบายขยายความ ไม่ต้องประหลาดใจครับ


ก็นี่แหละ
วงเหล้าพื้นฐาน หรือกลุ่มสังคมง่าวปกติ

หลังจากวันนั้น พวกเขามาบ่อยขึ้นที่ถ้ำของผม แล้วก็มีของติดมือมาด้วยทุกครั้ง จากเดือนละครั้ง เป็นอาทิตย์ละครั้ง และก็เป็นวันละครั้งในที่สุด มันทำให้ผมเลิกออกไปกินเบียร์ข้างนอก อาศัยอยู่ในแต่ในถ้ำ ฟังเรื่องง่าว และบันทึกเรื่องง่าว

พวกเขามาเพื่อพูดคุยกับผมเรื่องกระดาษที่มีรูปวาดขยุกขยุย (ผมจะสแกนมันให้ดูในภายหลัง) มันเป็นสิ่งที่พวกเขาเขียนขึ้น แต่ไม่สามารถให้คนอื่นอ่านเข้าใจได้ เป็นเรื่องที่ผมช่วยได้ ว่าอย่างนั้นเถอะ

เวลาผ่านไป ผมสุขสันต์ไพบูรณ์กับเรื่องง่าว หลังจากหันมองปฏิทิน มันเป็นเวลา 4 เดือนด้วยกัน ที่ผมอยู่ในถ้ำโดยไม่ออกไปไหนเลย ไม่น่าตกใจหรอก ถ้ำธรรมดาสามัญ ไม่ได้ยากลำบาก ไม่ได้อดอาหาร และมีเพื่อนง่าวมากมายเข้ามาเยี่ยมเยือน ส่งข้าวน้ำ (พวกเขาจำนวนมากทีเดียว น่าแปลกไหม ผมจำวิธีพูดได้มากกว่าหน้าพวกเขาเสียอีก)


พวกเขาบอกว่า คุณคนเดียวล่วงรู้ ใช่สิ ผมบอก คงมีแต่คนง่าวเท่านั้นที่รู้เรื่องของคนง่าว

พวกเขาพากันหัวเราะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าวคุณคิดเอง, คุณพูดได้, เล่าก็ได้ หนึ่งในพวกเขา (ซึ่งนับจากวันนี้ ผมจะเรียกพวกเขาว่า เพื่อนง่าว) พูดขึ้น อาจคิดว่าผมดูพูดกับคนรอบข้างน้อยจนเกินไป แถมเก็บตัวอยู่แต่ในถ้ำ ซึ่งเกินกำลังที่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปจะอยู่ได้แล้ว ออกไปข้างนอกบ้างเถอะ

เรียกผมว่าหมาเถอะ อย่าเรียกคุณเลย เพื่อนสนิทผมก็เรียกหมา ผมบอกเพื่อนง่าว ด้วยรำคาญวิธีการพูดของพวกเขาเต็มที

ได้หมา เพื่อนง่าวตอบรับพร้อมกันนายอาจตายได้รีบออกไปข้างนอกเล่าเรื่องง่าว, เรื่องนาย เรื่องเรา เพื่อนง่าวคนหนึ่งพูดขึ้น ผมพยักหน้ารับ ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีก ประโยคโครตเท่ห์ ง่าวไร้ที่ติ

1 เดือนให้หลัง จากวัน ประชุมง่าว ของเหล่าเพื่อนง่าวและคนง่าวอย่างผม พวกเขาก็ไม่มาอีกเลย ซึ่งผมก็รู้สึกอึดอัดจริงๆ มันปวดหน้าอก เหมือนมีคนมาบีบตรงหน้าอกซ้าย นอนไม่หลับสองคืนติดๆ ผมจึงตัดสินใจออกจากถ้ำ เพื่อไปหาหมอ หมอถาม อาการเป็นอย่างไร ผมบอกเจ็บหน้าอก กินเหล้าเยอะรึเปล่า ผมสั่นศรีษะ ในถ้ำมีเหล้าขายเสียที่ไหน หมอจ้ำนู่นจ้ำนี่ บอกว่า หัวใจปกติ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แล้วก็จ่ายยาบำรุง


ผมกลับถ้ำ นึกถึงคำของเพื่อนง่าวเรื่องความตาย ถ้าจะจริง แล้วก็หลับไป

วันนี้ผมเจอเพื่อนง่าวนอกถ้ำ เราสนทนากันเป็นภาษาไทย ครั้งแรก (พวกคุณไม่ต้องแปลกใจ ปกติเพื่อนง่าวก็พูดไทยได้ แต่อาจพูดน้อย ไม่เป็นประโยค มีแต่เนื้อคำ ไม่มีสีสัน ขาดอรรถรสในการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก มันคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครเข้าใจโดยเฉพาะผู้คนที่ใช้ชีวิตเป็นระบบระเบียบแบบแผน หรือไม่ผมอาจแปลได้ดีกว่า ก็อย่างที่อ่านกันข้างต้นนั่นแหละ นั่นแปลมาอีกที)

4 เดือน ผมไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง บทความ เรื่องสั้น แน่นอน คนอาศัยในถ้ำ คงไม่มีเรื่องราวใหม่ๆ ให้เขียนมากนัก ผมหมายถึงเรื่องราวคนอื่นๆ จะมีก็แต่เพื่อนง่าวที่ไม่ค่อยมีใครยอมเป็นเพื่อนพวกเขาเท่าไหร่ นั่นสิ ผมพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างกว่าพวกเขาจะเปิดใจ และอนุญาตให้ผมเล่าเรื่องพวกเขาเป็นภาษาไทยให้คุณฟังได้ นั่นแหละ เหตุผลง่าวๆ ที่ผมต้องออกจากถ้ำ

เรื่องแรกผมแปลให้คุณอ่านแล้ว เรื่องการพบกันของผมและเพื่อนง่าว มันอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นหรือแย่ลง ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของนกบนต้นไม้ ไม่แม้แต่กระเทือนต่อส่วนผสมของชาเขียวที่แช่เย็นได้แบบไม่ตกตะกอนในช่องแช่แข็ง

จบแค่นั้นเรื่องราว 4 เดือน เห็นไหม ว่าเปล่าเปลืองเวลาไร้สาระที่สุดในชีวิตผม ตอนนี้เหลือเพียงผม คอมพิวเตอร์ และเรื่องง่าวปึกใหญ่ เหตุผลง่าวจริงๆ อีกข้อที่สำคัญก็คือ ผมกลัวตายไปเสียก่อน เชื่อเหอะ หากผมว่างเมื่อไหร่ ผมจะแปลเรื่องที่เหลือ เรื่องง่าว เรื่องของคนง่าว ให้คุณฟังอีก (หากมีคนอยากฟังเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยจริงๆ ไมใช่เวอร์ชั่นขยุกขยุย จนกว่า พวกคุณจะเจอเพื่อนง่าวด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งผม)

ไม่พรุ่งนี้ ก็มะรืน
ไม่มะรืน ก็มะเรื่อง