Non-Fiction

ในการงานที่พึ่งพาเครื่องคอมพิวเตอร์, ไฟฟ้า, เขื่อน, แรงดันน้ำ, ป่าไม้ , ดวงจันทร์

ไม่มีความต่อเนื่องใดที่จะขยายความเข้าใจจำนวนคำเหล่านี้ให้เชื่อมโยงกันอีก เพราะหนึ่งชีวิตที่เป็นเฟืองตัวเล็ก เป็นเพียงเศษพลาสติกบางๆ ของอุปกรณ์ขับเคลื่อนโลกให้หมุนอยู่ ทำหนังสือแจกฟรีแค่เล่มสองเล่ม ใช้จ่ายอยู่กินเฉลี่ยวันละร้อยกว่าบาท จะต้องไปคิดยาวไกล ว่าเรามาจากไหน ทำอะไรอยู่ อนาคตคืออะไร จนถึงเมื่อมีเงินมากมายเข้าจริงๆ เราเองจะคิดทำอะไรเพื่อสังคมที่เราร่วมอยู่ทุกวี่วันนี้บ้าง

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องราวของประเทศอื่น คิดแค่ชาวบ้านที่ทำนาในที่ดินของคนอื่น, แม่ค้าขายไก่ทอดที่ค้าขายวันต่อวัน เสียค่าเช่าแผงวันละ50บาท เพื่อกำไรร้อยกว่าบาท ว่าจะพอมีสิ่งใดแบ่งปันสังคมที่ร่วมอยู่นี้หรือเปล่า

ในเมื่อหนี้สินยังพะรุงพะรัง ข้าวยากหมากแพง ลูกที่เกิดต้องเรียนหนังสือ และข้าวสารในถังพลาสติกจะไม่มีกรอกหม้ออยู่แล้ว

เลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงว่า นี่ประเทศของเรา

เลี่ยงไม่ได้จริงๆ

ทำไมถึงคิดกันแบบนี้ ทำไมผมถึงต้องคิดแบบนี้ ทำไมผมถึงเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยเหลือหยิบยื่นอะไรให้คนอื่นบ้าง

ใช่ผมเองก็อยู่ไปวันๆ ไม่ส่งประโยชน์ใดกับสังคมที่ร่วมอยู่เช่นกัน ไม่ต่างจากชาวบ้านร้านตลาด

แต่เชื่อเถอะว่าอย่างน้อยคนอย่างผม ก็ไม่ขวาจัด ซ้ายจัด ยึดถึงสิ่งใดเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องตัวเอง ไม่คิดทำร้ายใคร ฆ่าแกงใครด้วยความเชื่อแบบหัวชนฝาว่า ตัวเราคนเดียว โลกเรามีความเชื่อเดียว

ความหลากหลายไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราคงอยู่ เกื้อกูลกัน

ภาวะพึ่งพาอาศัยกัน ของต้นไม้ สัตว์ ยีส รา ที่เคยเรียนตอนชั้นประถมไม่ใช่หรือ ที่ทำให้โลกที่มีดินจำนวนหนึ่งในสี่นี้ สมดุลย์ คงอยู่

หรือเราลืม ไม่เห็นมันเกี่ยวข้องตรงไหน

หรือว่าคนจนกำลังเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยเหลือสังคม หาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ

หรือว่าคนรวย ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบเหยียดหยามศักดิ์ศรีที่แทบไม่มีของเขาเหล่านั้น

หรือว่าคำพูดบางประโยค สวยงาม กว่าคำพูดอีกประโยค ทว่าเป็นความหมายเดียวกัน

หรือว่า ทุกคนเห็นแก่ตัวกว่าผม มีแล้วจะมีอีก ได้แล้วต้องได้อีก

เขาตัดไม้ น้ำเลยท่วม

ทุกอย่างล่มสลาย

แม่ค้าไม่ได้ไปขายของ บ้านเรือนพังทลาย

คนบางประเภทวิ่งเต้นรับของบริจาค ส่งไปช่วยเหลือ มีชื่อเสียงเรียงนามบริจาค โดยมีคนบางประเภทออกแรงขนย้ายลำเลียง

แล้วเสร็จก็ต้องขึ้นมาทำงานประจำ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

ชอบโลกแบบนี้กันใช่ไหม

หรือว่าต้องรอจนกว่าโลกนี้จะแตกดับ กระจายพวกเราคนหลากหลายแบบ ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

แล้วรวมกันใหม่ เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นกฮูก 29 พฤษภาคม 2549

เมื่อวานผมไปเยี่ยมพี่เลี้ยงของแฟนที่โรงพยาบาล
เขาเป็นแผลที่เท้า เดินได้ยากลำบาก ไม่มีอะไรมากมายแค่ผมไปเยี่ยมคนป่วย วันนี้เขาก็คงออกโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ผมกลับนึกถึงตอนไปเยี่ยมยายที่โรงพยาบาลเมื่อ 2 ปีก่อนไม่ได้

ไม่มีใครอยากสูดกลิ่นโรงพยาบาลใช่ไหม แต่เราเลี่ยงได้ที่ไหน เมื่อเจ็บไข้ขั้นสูงสุด เกินยาหม่อง ยาแดง ประจำบ้านแล้ว ก็ต้องไปกันทั้งนั้น ร้อยทั้งร้อยผู้คนที่ผมรู้จักสนิทชิดเชื้อก็ไม่ค่อยได้ไปโรงพยาบาลกันเท่าไหร่หรอก ทุกคนที่พูดถึงจึงไม่บ่อยนักที่จะเห็นท่าทางของเขา สภาพแวดล้อม การเดินเหิร ซึ่งผิดแผกจากคนเดิมไปสักหน่อย

นั่นเป็นครั้งแรกของยายผม และเป็นครั้งแรกของพี่เขา ที่ต้องอยู่ในชุดคนไข้ มีสายน้ำเกลือระโยงระยางผูกติด ติดตามไปทุกที่ๆ

ความกลัว คงเกิดขึ้น ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนสวมใส่ยูนิฟอรม์อันไม่เคยคุ้น ขอน้ำ ขอยาจากคนที่ไม่ใช่ลูกหลาน ญาติพี่น้อง

คงไม่ใช่ความเกรงใจ ไม่ใช่ความสนุกสนาน หากใครสักคนจะหยิบน้ำหยิบยาให้ ไม่ถึงขั้นป้อนอาหาร ผมว่า เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้วสำหรับความสุขของคนไข้ อันเล็กๆ น้อยๆ

ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าท่าทางเขาเป็นยังไง พูดจากับผมแบบไหน แต่ในสถานที่แบบนั้น แค่ลูกหลาน จนถึงคนคุ้นหน้าคุ้นตาโผล่หน้าไปสักช่วงเวลาสั้นๆ เป็นใครก็คงใจชื้นขึ้น หลังจากต้องนอนเงียบเชียบ มองภาพเขียนที่ปริ้นด้วยคอมพิวเตอร์ เพดานยิบซั่มบอร์ดสีขาว และพัดลมติดเพดานแบบหมุนได้ ตลอดทั้งวัน

----------------------------

สมัยก่อนตอนที่ผมอยู่ที่บ้านยาย ผมใช้ชีวิตไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ซุกซน ร้องไห้งอแง อยากได้นู่นได้นี่ มีพี่เลี้ยง คอยจัดหาให้ ทั้งทางตรง ทางอ้อม โดยไม่หวังว่าเขาจะเดือดร้อน ทุกข์ร้อน

ก็เด็กจะไปคิดอะไรมากมาย ไช่ไหม

โลกวัยเด็กของผมนั้นแสนแคบ รู้เพียงว่าเกลียดอะไรก็ไม่อยากเข้าไกล้ กลัวอะไรไม่อยากพูดถึง ขยะแขยงแม้แต่แผลสดที่เกิดจากการหกล้มด้วยความซุกซนของตัวเอง หัวเข่าถลอกเป็นทางยาว เลือดไหลออก ไม่แม้แต่จะทายาด้วยตัวเอง ทั้งหมดคือหน้าที่พี่เลี้ยงเช็ดคราบเลือด เป่าแผล ปลอบโยน ก่อนจะส่งผมไปสู่มือยาย เพื่อกอดอีกครั้ง

พอขึ้นชั้นประถม พี่เลี้ยงจากไป ด้วยหลายเหตุผลที่ยากเกินเด็กอย่างเราจะเข้าใจได้ ผมไม่ได้ร้องไห้ น้องของผมก็ไม่ร้อง พี่เขาก็เช่นกัน

เราลาจากกันโดยไม่มีพิธีอำลา กินเลี้ยงสังสรร (ลึกๆ แล้วผมอาจรู้สึกเศร้า แต่คงห่วงเล่นเสียมากกว่า) นั่นหมายถึงว่า นับจากวินาทีนั้น เราทั้งสองจะไม่มีใครคอยเช็ดแผลถลอก แผลหกล้มอีกแล้ว เราต้องพึ่งพาตัวเอง รีดผ้า ซักผ้า ล้างจาน ไปโรงเรียน ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือแม้กระทั่งโอบกอดตัวเอง ในยามที่โศกเศร้าหมองหม่น

เวลาวิ่งผ่านรวดเร็ว พี้เลี้ยงไม่ติดต่อกันได้หลายสิบปี ผมกับน้องก็เติบโต แยกย้ายกันไปตามวิถีแต่ละคน

ยายและตาจากโลกนี้ไป ไม่หวนกลับ

---------------------------------------------------

ไม่กี่วันก่อนน้องผมโทรหาผม บอกว่าพี่เลี้ยงเราโทรมาหาน้อง (น้องสาวผมพึ่งมีลูกชายวัยขวบเศษ) โทรมาพูดทีเล่นทีจริงว่าจะจ้างให้เลี้ยงลูกไหม จะกลับมาอยู่เชียงใหม่แล้ว น้องผมดีใจใหญ่ แล้วก็หัวเราะ บอกจะปลูกบ้านใหม่ แล้วก็เรื่องราวหลากหลายเรื่องมากมาย พูดกันสัก 5 นาที ก่อนที่จะวางหูไป

ผมไม่ได้คิดอะไรต่อจากวันนั้นอีก ไม่แม้จะอยากรู้เรื่องราวตอนนั้นว่าเขาไปทำอะไร จากพวกเราด้วยเหตุผลไหน

เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วย่อมจะมีเหตุผลไม่ใช่หรือ

จนผมได้ไปโรงพยาบาลเมื่อเย็นวาน ทุกอย่างจึงชัดเจนขึ้น

---------------------------------

ในทิศทางของความกลัว เกลียด ชิงชัง มักมีแผ่นใสบางๆ ขวางไม่ให้เราแสดงความรัก ห่วงใยซึ่งกันและกัน

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม วันนี้ผมก็บอกไม่ได้ ว่าผมทำอะไรอยู่ รักใครมากเท่ากับที่เขารักหรือเปล่า

ผมยังคงกลัวการเดินทางโดยเครื่องบิน ไม่ชอบการขึ้นลิฟท์ในโรงพยาบาล เกลียดกลิ่นยาในห้องจ่ายยา หงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่ฝนตกขณะขับรถ เบื่อหน่ายผู้คนที่ใช้ชีวิตเป็นระเบียบแบบแผน ปากอย่างใจอย่าง เกลียดผู้คนใจแคบที่เหมารวมว่าคนอื่นเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ทั้งที่ก็ไม่เคยทำความรู้จัก พูดคุย ทำความเข้าใจพื้นฐานการใช้ชีวิตของคนอื่นเลยสักครั้ง หรือแม้แต่คิดจะหยิบยื่นช่วยเหลือผู้ที่อ่อนด้อยกว่าตัว

หากวันนี้ผมยังไม่ทิ้งความกลัว ความเกลียด วิธีคิดอันไร้สาระนี้ออกจากสมองได้หมด หันไปมองผู้อื่นสิ่งอื่น ด้วยใจเปิดกว้าง

ผมคงไม่ต่างจากเด็ก ที่เติบโตเป็นเศษขยะในวันพรุ่ง

นกฮูก

6 มิถุนายน 2549

ใครไม่ไปสมุยบ้าง ยกมือ?

พนักงาน 30 กว่าชีวิต มีเพียงผมคนเดียวที่ยกมือขึ้น ลำพัง

-----------------------------------

ปลายเดือนพฤษภาคม หลังจากที่บริษัทผมปิดเล่มหนังสือเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็แจ้งการประชุม เรื่องทริปพักผ่อนกลางปีของบริษัท รายละเอียดคร่าวๆ ก็คือ ทางบริษัทจะพาพวกเราทั้งหมดไปทะเล โดยจะไปพักกันที่โรงแรมบนเกาะสมุย ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ทางบริษัทรับผิดชอบ ทั้งที่พัก ตั๋วเครื่องบิน อาหารทุกมื้อ และที่สำคัญเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงรายละเอียดดำน้ำชมปะการังในหมู่เกาะต่างๆ เป็นเวลา 3 วัน รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในราคาเหมาจ่ายที่หัวละ 2,000 บาท

ถ้าหากเดินทางด้วยตัวคนเดียว ด้วยรายได้ไม่ถึงหมื่นบาทต่อเดือน ด้วยอายุขัย 20 ปลายๆ อย่างผม

เป็นโอกาสดีไม่ใช่หรอกหรือ ถูกแสนถูก ใช่หรือไม่

ใครหลายคนมองหน้าผม พากันบอกเหตุผล ว่าไม่ต้องกลัวพายุจะเข้าหรอก ทะเลหน้าฝนสวยงามไม่แพ้หน้าไหน การนั่งเรือ ลงดำน้ำดูปะการังและดูฝูงปลาที่ขึ้นชื่อของหมู่เกาะอ่างทอง คุ้มสุดคุ้มที่สุดแล้ว แถมยังพักฟรี กินฟรี

นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่ผมยกมือขึ้น ผมตอบไป ผมไม่ได้ไม่แน่ใจในการเดินทาง นั่นแค่เหตุผลปลายทาง ใม่ใช่เลย ไม่ใช่ประเด็น

เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ผมยกมือไม่ไป และบอกออกมาเต็มปากเต็มคำอย่างไม่อายใครในวันนั้นก็คือ

ผมกลัวที่สูง กลัวการนั่งเครื่องบิน

************************

คนเรามักกลัวสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ กลัวอนาคตที่มองไม่เห็น กลัวสิ่งที่รักสูญหาย กลัวเรื่องไร้สาระในสายตาของมนุษย์โลกส่วนใหญ่ กลัวแม้กระทั่งความหวั่นไหวจับต้องไม่ได้ ของสมองตัวเอง และหัวใจดวงน้อยเท่ากำปั้น

************************

ขอให้ผู้โดยสารนั่งประจำที่ และรัดเข็มขัดนิรภัย เสียงกัปตันผ่านช่องลำโพงเล็กๆ เหนือหัว

เบื้องล่างของผมคือแผ่นดินที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเล หลายชีวิตที่อยู่บนฟ้ากำลังบินกลับลงสู่ผืนดินอีกครั้ง หลังจากบินนาน 2 ชั่วโมงกว่า

ผมล็อคประตูห้องพัก เดินมาตามทางเดิน บันไดไม้ลัดเลาะโขดหิน ทอดตัวสู่ชายหาดขนาดเล็ก เบื้องหน้าคือท้องทะเลสีคราม เพื่อนที่ทำงาน สองสามคนลงเล่นน้ำ หัวเราะคิกคัก

ผมเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ชายหาด กินขนมปังของสายการบินที่หยิบติดมือมาด้วย พวกเราพักโรงแรมใกล้ๆ กับที่เราลงเล่นน้ำ ปลาหลายตัว ทักทาย แหวกว่ายมามาใกล้ๆ มองเห็นชัดด้วยสีสันหลากหลาย ถัดไปอีกนิด เป็นปลิงทะเลตัวใหญ่ ขดตัวอยู่ เพื่อนที่ทำงานชี้ชวนกันดู ผมหยิบกล้องดิจิตอลบันทึกภาพโขดหิน ท้องทะเล และสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ไกลจากที่เราเล่นน้ำ มีเรือลำเล็ก ลอยผ่าน ท้องฟ้าขุ่นข้น เมฆสีเทาเคลื่อนตัวฝนลงเม็ดโปรยปลายลงมาบ้างเล็กน้อย

ไม่เล่นน้ำรึ เพื่อนคนนึงตะโกนถาม

ไม่หรอก เย็นๆ ค่อยเล่น ผมตอบ กินขนมปังจนหมด นอนนิ่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

************************

หลังจากวันเวลาล่วงผ่าน ร่างกายเราโรยรา สายตาฝ้าฟาง แก่ตัวลง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับความกลัวไร้สาระดังกล่าวแล้ว ผมคงมองไม่เห็นบางอย่าง

(บางอย่างที่นอกเหนือจากผืนน้ำทะเลขมุกขมัว บางอย่างที่นอกเหนือจากต้นมะพร้าวไหวโยก บางอย่างที่นอกเหนือจากหาดทรายสุดลูกหูลูกตา บางอย่างที่นอกเหนือจากเกล็ดปลาสะท้อนแสงในทะเลตื้นใสสีคราม)

ผมคงไม่ได้ไปสมุย และนั่งเครื่องบินเป็นสักที

และถ้าวันที่เราต้องเดินทางจากโลกนี้ไปแบบไร้กำหนดการ จากไปแบบที่ไม่มีการบอกกล่าวแจ้งเตือน ไม่มีคนสอบถามความสมัครใจว่า ท่านจะไปหรือไม่ไป กรุณายกมือขึ้นหรือสามารถเปลี่ยนใจลดมือลงได้

แน่นอน--คงไม่มีผู้ใดสามารถเดินทางไปกับเราได้ และเล่าบางอย่างให้เราเข้าใจถึงการชนะความกลัว อันขี้ปะติ๋วนี้เป็นภาษาไทยได้หรอก

ถ้าเราไม่เอาชนะมัน และเปลี่ยนใจลดมือลง

นกฮูก

29 มิถุนายน 2549


edit @ 2007/04/18 12:04:46