Non-Fiction

เกือบ 20 กว่าปี ที่เกิดมาเป็นคน ผมมารับรู้เอาช่วงปลายๆ ของปีที่อายุใกล้เลข 30 ถึงบางสิ่งที่ตกตะกอนในสมอง (หรือหัวใจไม่ทราบได้) ว่าผมนั้น เป็นคนบุกบ่าม ห่าม และบ้า (แต่ไม่ใช่นักเลงนะ ผมตัวเล็ก ตีต่อยใครไม่ได้ วิ่งหนีอย่างเดียว)

บางครั้งก็ทุ่มสุดตัวไปกับงานอันไม่ได้เงินไ้ด้ทองแทบทั้งสิ้น เหตุเพียงแค่ว่ามันสนุกเพียงอย่างเดียว
จัดงานอาทใหญ่ๆ เชิญคนนู้นคนนี้ ที่ดังและไม่ดังมาร่วม ทั้งที่ไม่ดูตัวเองเลย ว่าไม่ได้มีโปรไฟล์อะไรซัพพอร์ต อย่าถามถึงองค์กร ภาคีไหนๆ มาหนุนดุนหลัง เพราะถ้ามีก็ไม่ใช่ภาครัฐ (คาดว่าการตั้งแง่เช่นนี้ จะไม่ดีต่อตัวผมและลูกหลานในอนาคต แต่ผมก็คิดว่าไม่สนนะ ผมอยู่ได้)

ผมเป็นนักบริโภคนิยมโดยแท้ สนใจความงามของสินค้ามากกว่าประโยชน์ใช้สอย
แต่กับคนจะตรงกันข้าม เพราะคนมันไม่ต้องใช้หน้าตาในการคบหาเป็นสมาคม เพราะมันใช้ใจเข้าหากันล้วนๆ
ตรงไปตรงมาดี
ผมเองก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมากมาย ไม่ชอบความคิดแบบผมก็ไม่ต้องชอบ เพราะคนดีๆ ในสังคมมีมาก ก็เลือกคบหากันไป จบ 

แต่กับเรื่องเงินเรื่องทอง ผมแป๊ก ทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะไร้บ้าน(มีเพียงเลขที่บ้าน แต่บ้านจริงไม่มี) ไร้รถ ไร้เงินเก็บ ไม่ต้องถามถึงมรดก เพราะคนที่จะทิ้งให้ ก็ลาโลกไปหมด พร้อมทั้งหนี้สินที่ก็หายตามไปด้วย

ความฝันอันยังคงเป็นไปไม่ได้ในช่วงปีสองปีนี้ ก็คือ My Land (เป็นสิ่งที่อยากได้มาก แต่ใช้เงินไม่น้อยนะ)

เหตุอันทำให้ต้องบันทึกเก็บ และตรวจสอบความคิด ก่อนช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน จากวัยรุ่น ไปสู่วัยที่เป็นอีกรุ่น ก็คือ ผมอยู่ได้อย่างไรโดยไม่คิดเรื่องเงิน ไม่ถึงกับต้องอดกลั้น บางทีไม่มีสักบาท ก็อยู่ได้

หากบ่งชี้ปัจจัยที่ทำให้อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ดูจะพุ่งเป้าไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป เพราะบางทีชีวิตคนหนึ่งคน ก็มีหลายปัจจัยให้ดำรงอยู่เป็นคนไม่ตายดับได้
เช่นมีน้ำ มีอาหาร สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความรักจากคนรอบข้าง มีเพื่อนฝูงค้ำจุน ช่วยเหลือ มีผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา ประคับประคอง ความเกลียดชังของคนบางประเภท เป็นแรงผลักบ้างบางครั้ง ให้พิสูจน์ตัวตน

บางทีก็ล้มครับ บางครั้งก็แรงมาก ก็มีคนเอารองเท้ามารองให้  มันเจ็บ แต่ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ ไม่ต้องพึ่งหมอเสียค่าใช้จ่ายเป็นตัวเงินเรียกว่า ล้มก็ล้ม แต่มีเบาะรองเท้ารับไว้อยู่
และคนที่เอาเบาะรองเท้ามารองให้ ก็ไม่แสดงตัว เหมือนผมเดินอยู่ตามถนน แต่ก็เหมือนมีคนรู้จักคอยดูแลอยู่ห่างๆ
(ขอบคุณในหลายๆ ความช่วยเหลือ ผมจะตอบแทนเป็นงานที่ทำอยู่ก็แล้วกันนะครับ)

ร่ายเสียยาว ประเด็นที่อยากบันทึกก็มีแค่ว่า หากผมไม่ใช่คนบุกบ่าม ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ผมคงไม่ได้ทำสิ่งที่ผมชอบ และคิดว่ารักมัน และคงอยู่บนโลกแบบแห้งเหี่ยว เปล่าดาย ด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ไม่ทำงานที่รัก ไม่ประกอบอาชีพที่รัก ไม่สร้างสังคมที่รัก ทำงานทุกวันอย่างเอาเป็นเอาตาย (เพื่อปั่นเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ประกันชีวิต)

ไม่ได้ไม่สนใจเงินทอง คนละเรื่อง ผมเองก็มีภาคแห่งการบริโภคอยู่ แต่คนคงไม่ได้มีแขนเดียว ไม่ได้มีตาเดียว
มันประกอบกันจากหลายสิ่ง รวมกับสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างงานศิลปะ

เพราะ "ศิลปะ" แม้ไม่ได้เงินทอง ผมก็ขาดมันไม่ได้ ไม่ต่างกันกับหัวใจ และกระเพาะอาหาร
เพราะมันทั้งหลาย คือส่วนสำคัญที่ประกอบเป็นตัวผมไปแล้ว

ปล. เขียนเสร็จ รู้สึกโล่งดี ไปปั่นงานอันได้เงินได้ทองต่อ เพื่อเอาไปซื้อสินค้าลดราคาอย่าง tv lcd 32 นิ้วโปรโมชั่นวันแม่ ที่ห้างใกล้บ้าน

ปล.2 สำนักพิมพ์ใหญ่เจ้าหนึ่งที่ผมทำปกให้ (แต่ยังไม่วาง) โทรมาหาผม จะให้ออกแบบปกอีกเล่ม ผมบอกว่า ถ้าเจอกันครึ่งทางให้บอกแต่แรก แต่ถ้าเอาแนวผมก็ห้ามตัดออก (ผมไม่เอาเงินยังได้) คิดดูว่า ค่าออกแบบปกพ็อกเ๊ก็ตบุคไทย 3500 บาท ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ อ่านและตีความ แก้ไข ค่าออกแบบเกมส์ 1 หน้า 9000 บาท ใช้เวลา 2 วัน ก็เยอะไปละ อันนี้ผมมาบอกพวกเรานะ ไม่ใช่บอกเขา เพราะถึงที่สุดแล้ว ผมเอาทั้งสองอย่าง 55

วันหยุดยาวที่ผ่านมา ทีมงานนกฮูก พาญาติๆ ตามรอย paper mag ไปเดินเล่นแถวท่าแพมา สนุกสนานกันพอประมาณ 1 ในทีมงานที่ไปเป็นสถาปนิก ทัวร์ครั้งนี้จึงออกแนวสถาปัตยกรรมกันหน่อย ไปวัดเชียงมั่น ชมอาคารโบราณแถวท่าแพ แล้วก็ปิดท้ายด้วยโมโฮเทล หรือ mo rooms ซึ่งไม่คิดว่าจะได้เดินเข้าไป (จะเล่าภายหลัง)

morooms  เป็นโรงแรมบูทีค 12 ห้อง ที่ซ่อนตัวอยู่หลังแผงอาคารพาณิชย์ หน้าตาสุดแสนธรรมดา สีเขียวมะนาว บนถนนท่าแพ ห่างจากประตูท่าแพไม่ถึง 300 เมตร

แต่เชื่อไหมว่า แม้แต่คนท้องถิ่นบางคนยังไม่รู้ว่าโมรูมตั้งอยู่ส่วนใหนของท่าแพ 

แน่นอน แวบแรกที่ผมเห็น อาคารโมเดรินจ๋าขนาดนี้ หากโผล่หน้าตาประทะกับเมืองเก่า ก็คงเหมือนฝรั่งใส่สูทนั่งอยู่ในร้านส้มตำ (ไม่ขอเปรียบเทียบแล้วนะ น่าจะเห็นภาพ) เชียงใหม่ เป็นอย่างนี้ ทำให้โมรูม ต้องปรับตัวไปด้วย สงบเสงี่ยม แฝงกายอันแปลกแยก ซ่อนตัวอยู่ภายในแผงกั้นรูปร่างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น

เราได้เข้่ามาภายใน ด้วยอาการเคอะเขิน เพราะไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่เซเล็ป เป็นเพียงไอ่แก้วอี่คำที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ได้เข้ามาถ่ายรูปเล่น ด้วยพีอาร์โรงแรม เชื้อเชิญว่า ถ่ายรูปได้ตามสบายค่ะ (คงไม่แปลกถ้าพวกเราจะถูกใล่จากโรงแรมบูทีคทั่วไป ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และมองการแต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผม ภาษาที่พูด แปรเปลี่ยนเป็นจำนวนเงินในกระเป๋า)

พีอาร์สาวสวยของโรงแรมบอกว่า "เจ้าของอยากให้เป็นที่ศึกษาศิลปะ ของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เป็นโรงแรมอย่างเดียว" ที่แห่งนี้จึงเปิดกว้าง ต้อนรับทุกคน เน้นว่าไม่ต้องพักก็มาเที่ยวเล่นได้ ผิดกับรูปลักษณ์ของมันซึ่งน่ากลัวมาก (ในสายตาผม) เราจึงเดินเล่น ได้ทุกซอกมุม

อาคารไม่เป็นมิตร แต่คนเป็นมิตร อย่างนี้น่าจะช่วยเหลือกันได้

สิ่งของ โคมไฟ ล้วนแล้วแต่เป็นงานศิลปะ ที่ทำขึ้นจากศิลปินชื่อดังของไทย บางอย่างก็มีชิ้นเดียว ในโลก เป็นงานศิลปะที่มีฟังชั่นใช้งานได้จริืง หยิบจับได้ ไม่ห้าม

ห้องพักทั้ง 12 ห้อง ถูกออกแบบตาม ราศี 12 ราศี และศาสตร์ ฮวงจุ้ย (ที่ไม่ค่อยได้รับลมนัก) โดยศิลปิน 12 คน ที่แตกต่างกัน ทั้งแนวมินิมอล และแมกซิมั่ม อยู่ในกล่องคอนกรีต ที่วางซ้อน กอดก่ายกันแบบไร้เสา (ซึ่งนับอาคารไร้เสาในประเทศไทยได้เลยว่าน้อยกว่าน้อย) แต่ละกล่องก็มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน

พื้นที่เชื่อมต่อแต่ละชั้นแต่ละห้อง ทางเดิน ถูกออกแบบให้ต่างกันเช่นเดียวกัน แต่เชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืน เหลือเชื่อ ด้วยวัสดุ ปูน หิน เหล็ก โชว์เนื้อแท้ของวัสดุ บางส่วนอาจมีสีสรรฉูดฉาด ผมเองเดินตามซอกหลืบ ถ่ายรูปตรงไหนก็สวย แต่คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับอาคารที่โชว์วัสดุโต้งๆ แบบนี้ (เป็นความไม่ชอบส่วนตัว) ถ้าอยู่นานๆ ความแรงของเส้น สี หลืบเล็กๆ ของกล่องคอนกรีตที่ซ้อนกัน อาจบั่นทอนความปลอดภัยในตัวเรา ลองนึกดูว่า เล่นซ่อนหากันนี่ หากันไม่เจอเลยทีเดียว และคงทำความสะอาดไม่ไหว

ท้ายสุด เราถ่ายรูปเล่นกันจนอิ่ม แล้วก็สอบถามราคาห้องพัก และก็ต้องตกใจ เขาบอกเราว่าช่วงนี้หน้าโลว์ (กค.-กย. 52) อยู่ที่ราคา สองพันกว่าบาท หากหน้า ไฮ ก็ราคาปกติ ซึ่งถูกมากๆ ถ้าเทียบกับอาคารก่อสร้างที่มูลค่าสูงถึง 45 ล้าน หลังนี้ (ผมไปเสม็ด ห้องธรรมดา 24 ตารางเมตร ก็ปาไปสองพันกว่าเหมือนกัน) 

morooms ในสายตาผม ซึ่งเป็นคนท้องถิ่น เหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่ต่อลมหายใจของคนทำงานศิลปะ ที่ต้องอยู่บนเมืองที่วัฒนธรรมจ๋า ปิดกั้นตัวเองจากกรอบ มีทั้งกฏหมาย มีทั้งสายตาคนนอก คนใน ศิลปิน และคนอื่นๆ ซึ่งท้ายสุด ปัญหาเหล่านั้นก็เป็นเพียงปัญหาหยุมหยิมที่แก้ได้ เพราะกฎหมาย ความคิดของคน ก็มีช่องทางให้เราสามารถทำงานสร้างสรรค์ได้ เป็นหลังได้ 

mo rooms กล้าที่จะทำ กล้าที่จะคิด กล้าเปิดรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย ทุกระดับชนชั้น (ผมเดาเอาจากการลบวิธีคิดทางการตลาดทุกอย่างของโรงแรมออกหมด และทำแบบเฉพาะตัวมากๆ) แหกขนบอันซ้ำซากน่าเบื่อของเมือง ที่อาคารโรงแรม ต้องมีแต่กาแล ปูนปั้น เจดีย์ ได้อย่างน่าเลื่อมใส อย่างน้อยก็เปิดรับคนรุ่นใหม่ให้ศึกษา ดูงาน และแจ้งบอกปัญหาของการก่อสร้าง งานระบบ และต้องเปิดห้องปรับปรุงไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้นของตัวเอง

แม้ว่ากล่องคอนกรีตเหล่านี้จะแปลกแยกจากชีวิตคนท้องถิ่นอย่างผม ด้วยการคิดที่ต้องการเอาชนะทางด้านโครงสร้างทางวิศวกรรม สถาปัตยกรรม การนำวัสดุอุตสาหกรรมบางอย่าง (ที่ไม่ใช่บ้านเราจะผลิตได้ในราคาถูก) มาใช้

โรงแรมแห่งนี้ก็มีข้อดีหลายๆ ข้อ ซึ่งผมเองจับต้องไม่ได้ เล่าสู่ไม่เป็น เป็นเรื่องของการผลักต่อแรงบันดาลใจล้วนๆ ซึ่งกลบข้อเสียเหล่านั้นจนมิด "ทำได้ไง สร้างได้ไง ในเมืองที่ใครก็รู้ว่าศิลปะที่ขายได้ หรือพอมีกำไร มีเพียงไม่กี่ประเภท"

(ผมมักชื่นชม เคารพต่อบุคคลที่สร้างสรรค์งาน ที่มิจิตใจเผื่อแผ่ ส่งต่อมันมายังผู้อื่น บ้านเมืองตัวเอง ซึ่งมันมากมายกว่ามรดกเงินทอง ที่ตกทอดหลายเท่า เพราะอย่างหลังถ้าไม่รู้ค่า มันก็มีวันหมด แต่ความดี มันไม่น่ามีวันหมด)

เพราะข้อดีที่ว่ามานี้แหละ มันได้จุดไฟบางอย่างของคนธรรมดา 3 คน (นกฮูกดีไซน์) ที่ต่างหน้าที่การงาน ให้ทิ้งกรอบเก่าๆ มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เป็นกรณีตัวอย่าง ไม่ว่าจะด้านอาคาร การบริหารจัดการ วิธีคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต อย่างน่าเลื่อมใสของเจ้าของโรงแรม ที่แทบไม่มีชื่อแซ่ลงสื่อ กลับเป็นชื่อของสถาปนิก และศิลปินนักออกแบบแทน 

ซึ่งอย่างหลังนี้ มันบ่งบอกความเป็นคนเมือง (ล้านนา) ได้โดยไม่ต้องกล่าวถาม
เฮ้ วัยรุ่น! ลืมเรื่องของตัวเองก่อนได้ไหม
เราน่าจะทำอะไรสักอย่างให้แก่เมืองของตัวเองกันได้แล้ว

ปล. ดูรูป วันเปิดโรงแรมได้จาก บก. เปเป้อ ที่นี่
www.morooms.com

ถึงนักลอกแบบไทย ผู้ยึดเอาการลอกแบบ (ทุกอย่าง) เป็นวิชาชีพที่เคารพรักทุกท่าน

ขอสละเวลาอ่านเอนทรี่นี้ให้จบด้วย http://creativebuffalo.exteen.com/20090704/copy-logo

เรานกฮูกดีไซน์ กราฟิกสตูดิโอเล็กๆ ในเชียงใหม่ ประเทศไทย ไม่เห็นด้วยในการลอกแบบของท่านในครั้งนี้
และคิดว่าเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ประเทศของเรายังหลงเหลือนักลอกแบบ ที่เป็นนักลอกแบบสัญลักษณ์ (ของนักออกแบบท่านอื่นๆ) อย่างท่านนี้อยู่อีกหรือ

ถึงนักลอกแบบผู้ยึดเอาการลอกแบบเป็นวิชาชีพที่รักทุกท่าน

เรา นกฮูกดีไซน์ ในฐานะมนุษย์โลก ไม่แบ่งประเทศ ชนชาติ ชนชั้น หรือการศึกษาใดๆ ทั้งสิ้น
เรา นกฮูกดีไซน์ ขอประนามการกระทำครั้งนี้ ไม่ว่าท่านเองจะมีเจตนาดี หรือร้าย มักง่าย หรืออ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ข้อบังคับใดๆ ในสังคมโลกทั้งสิ้น
เราเคารพสิทธิ เท่าเทียม และมีมโนสำนึก จรรยาบรรณของท่านเป็นที่สุด

แต่เราก็ขอประนามการกระทำชุ่ยๆ เชี่ยๆ ในการลอกแบบของท่าน ไม่ว่าครั้งนี้หรือครั้งใหน

สิ่งที่ท่านทำ ท่านคิด และแสดงออก ได้สร้างความเศร้าหมองให้กับวิชาชีพ "นักออกแบบไทย" ที่เรารัก (แม้ว่าเรากับท่านก็ยังไม่มีใบอนุญาติประกอบวิชาชีพเหมือนวิชาชีพอื่นๆ อันมีส่วนร่วมในสังคมไทยด้วยกันก็ตาม)

เราเพียงอยากเห็นวิชาชีพออกแบบไทยพัฒนาไปกว่าที่มันควรจะเป็นในเวลานี้ ในประเทศของเรานี้ ซึ่งมันก็ตามหลังประเทศอื่นเขาอยู่ (เราไม่ได้อยู่แถวหน้าแต่จำเป็นด้วยหรือที่ต้องตามตูดเขา) แต่ท่านกลับทำตรงกันข้ามซึ่งมันทำให้เราเศร้า และสุดแสนจะหากลุ่มคำไหนมาบรรยายในการกระทำของท่าน ซึ่งท่านเองอาจไม่รู้ตัวว่าท่านทำ

ในอนาคต ในภายภาคหน้า ตายดับหรือคงอยู่ จะรู้็ตัวหรือไม่รู้ตัว
ท่านต้องกลายเป็นแบบอย่างให้กับลูกหลานเยาวชนในท้องถิ่นของท่านเอง ในจังหวัดของท่านเอง รวมถึงในประเทศของเรา ซึ่งมีเรา (นกฮูกดีไซน์) อาศัยอยู่ในนั้นด้วย 

ซึ่งเราไม่อยากให้ลูกหลานของเรา เอาท่านเป็นเยี่ยงอย่าง ยึดถือนักลอกแบบ เป็นวิชาชีพ
มันต่ำต้อยยิ่งกว่าการตัดแขนขาตัวเอง แล้วขอเงินคนอื่นเพื่อประทังชีวิต
เพราะนั่นเป็นการทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่ทำร้ายผู้อื่น

ถึงที่สุดแล้วหากมันเกิดขึ้นกับเรา นกฮูกดีไซน์ ผลงานของเรา (อันไร้ค่า) จำนวนหนึ่ง
เราจะขอดำเนินการ ฟ้องร้อง แจ้งความ ตามกฏหมายที่ประเทศนี้ หรือสังคมโลกกำหนด และเอาผิดกับท่านจนถึงที่สุด ไม่ว่าเราจะต้องใช้จ่ายเงินมากมายเท่าใดก็ตาม (ไม่มี เราก็จะไปกู้ยืมมา)

สุดท้าย เราขอความร่วมมือท่านผู้อ่าน ลงนาม เขียนข้อความ ถอดถอน แบนนักลอกแบบ ออกจากการเป็นนักออกแบบ (ที่แม้ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพสากลก็ตาม)

ให้เขากลับไปทำวิชาชีพอื่นๆ อันเหมาะสมกับเขา
เพื่อประโยชน์สุขของตัวเขาเอง และประโยชน์สุขของผู้ไม่รู้
อันจะเป็นลูกค้าของเขาต่อไปในอนาคตด้วย
หรืออย่างน้อย ก็เพื่อตัวท่านเอง และลูกหลานของเราในอนาคต

ด้วยความเคารพในเสรีภาพ
www.nokhookdesign.com

Text & Illustration by Nokhookdesign
การเสียชีวิตลงกระทันหัน ของไมเคิล แจ๊กสัน ราชาเพลงป็อป ที่บ้านพักในสหรัฐ ในวัย 50 ปี คงสร้างความเศร้าสลดให้แก่แฟนเพลงทั้งโลก รวมถึงแฟนเพลงในบ้านเราที่ชื่นชอบในผลงานเขา ไม่น้อย

ไมเคิล เป็นไอคอนของความมัศจรรย์ที่มีชีวิตเดินได้ของเด็กทั่วโลก รวมทั้งเด็กไทย ในยุคที่ยังไม่มี ซีดี ยูทูบ มีเพียงเทปคลาสเซท ม้วนวิดีโอ ในสมัยนั้นผู้คนต้องดูโชว์ของเขาผ่านคอนเสริตเท่านั้น ไม่ต้องบอกว่ายากเย็นแค่ไหน แต่เราก็เสาะแสวงหามาดูจนได้

หน้าที่ศิลปินของไมเคิล เริ่มขึ้นตอนอายุ 7 ขวบ (วง The Jackson 5) จนออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง แสดงคอนเสริตทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย ในปี 2536) กับท่าเต้นในตำนานอย่าง Moonwalk จนถึงปัจจุบัน

ไม่แปลกที่ผลงานและอัจฉริยะภาพทางด้านดนตรีและการแสดงของเขา จะทำให้คนธรรมดา จากหลายประเทศ หลายๆ ทวีป ก้าวมาเป็นศิลปินแถวหน้าได้ โดยยึดเขาเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Rain (เกาหลี) เบริ์ด ธงชัย (ไทย) ซึ่งเหตุผลความชอบ ชื่นชมของแต่ละคนก็ต่างกันไป แต่เสียงส่วนใหญ่ ทั้งในและนอกวงการเพลงต่างก็ยกย่องในเลือดศิลปิน ความตั้งใจในการทำงาน และการทุ่มเทชีวิตเพื่อดนตรี ของราชาเพลงป๊อปแทบทั้งนั้น

ตลอดชีวิต 50 ปี ไมเคิลพยายามมอบความรักที่เขาขาดในวัยเด็ก คุณค่าของมนุษย์ส่งผ่านเป็นความรักความห่วงใยต่อโลก เพื่อนมนุษย์และปัญหาเหยียดชนชาติ สีผิว ผ่านบทเพลง (Black or White, Heal the World) และอีกหลายๆ บทเพลง ก็เพื่อเยียวยา รักษา คนที่ขาด เหมือนๆ กันกับเขา ซึ่งเป็นอีกด้านที่ทุกคนมองว่าไม่มีประโยชน์ ทำไปก็เสียเวลา โลกมันแย่อย่างนี้อยู่แล้ว

นี่เป็นสิ่งพิสูจน์ได้ว่าอิทธิพลที่มาจากราชาเพลงป๊อป ที่เป็นมนุษย์ธรรมดา เหมือนเราสร้างอะไรให้กับโลกใบนี้บ้าง เพราะสิ่งที่เป็นตัวแทนของไมเคิล ไม่ใช่มีเพียงผลงานดนตรี หรือการแสดงคอนเสริติที่อลังการงานสร้างในประเทศไทย และทั่วโลกเท่านั้น

แต่เป็นหัวใจที่อยากให้โลกดีขึ้น ดีขึ้น

หากโลกยังไม่แตกดับ
เราเชื่อว่า บทเพลง ผลงานการแสดงทุกชิ้น ความเชื่อในความรักของเขา จะคอยตักเตือน ห่วงใย และยังมีลมหายใจอยู่บนโลกนี้ไปตลอดกาล

ไมเคิล แจ๊กสัน ไม่มีวันตาย บทเพลงของเขาไม่มีวันตาย

ร่วมไว้อาลัย www.MichaelJackson.com

ปล. ผมเขียนเพราะชื่นชมผลงานเขา และเอาไปลงหนังสือ JibJib ครับ ข้อมูลผิดพลาดยังไงช่วยแนะนำด้วยครับ

The sudden death of Michael Jackson, The King of Pop, on 26 June 2009 brought great sadness to fans around the world with a deep sorrow for such a big loss.

For 80’s kids, Michael was a living miraculous icon. Especially for those who were teenagers when the world had no CDs, youtube or internet – only tapes and video cassettes; and the only way to see his genius was by going to his concerts. And no matter how hard it was for real fans of Michael they had to find a way to see him.

Life as a superstar started when he was just seven years old as one of the members of The Jackson 5. Later, the name Michael Jackson was known around the world from when his first album was released. Michael’s concerts were held around the world, even in Thailand in 1993, and the legendary Moonwalk dance became his trademark.

His dominant talent had bigger implications than he might expect as many singers and dancers have used him as inspiration; such as the famous Korean singer Rain and Thai superstar Bird Thongchai who both admit to admiring Michael.

Throughout his life, Michael tried to compensate what he lacked in childhood. Touching messages are embedded in his songs urging people to see the value of love, concern for the world, the well-being of others, and to eradicate racism. This was made to heal the spirits of those who also lacked something like he did.

Today, we may think that we have lost our King of Pop forever. But in fact, though his body has gone, his name will live on. And most of all, what he left to this world are not only wonderful songs, incomparable dance moves or marvelous performances…

But a heart that wishes for a better world.

If tomorrow the world still exists, we believe that every word from his songs and his strong belief in the power of love will keep reminding us that a better world is possible.

As his songs will stand for his breath, forever and ever.

Share your memories at www.MichaelJackson.com

ความซ้ำ

posted on 24 Jun 2009 17:51 by nokhook69  in Art-Projects-Exhibition, Illustration-Graphic, Non-Fiction

Friends in the narrow space_A0

พึ่งรู้ว่า "ความต่างรวมกันมากๆ กลายเป็นความซ้ำ"
มีคนตามหา "ความต่าง" ใน "ความซ้ำ" เหล่านั้น

เมื่อเวลาผ่านไป
10 ทศวรรษ
ว้าว "หาเจอแล้ว"
แต่ช้าไป
เสียใจด้วย "ความต่าง" ได้กลายเป็น "ความซ้ำ"
ไปเสียแล้ว

เพื่อนๆ ของเรา
เสียเวลา อย่าได้มองหา จับผิดมันเลย
เดินหน้า ทำหน้าที่ของเราให้ดี
อยู่ร่วมไปกับความซ้ำเหล่านี้ให้ได้
ประเทศไทย ไชโย