หัวใจ ก้อนเนื้อ หรือศิลปะที่ประกอบเป็นตัวตน
posted on 11 Aug 2009 10:59 by nokhook69 in Non-Fictionเกือบ 20 กว่าปี ที่เกิดมาเป็นคน ผมมารับรู้เอาช่วงปลายๆ ของปีที่อายุใกล้เลข 30 ถึงบางสิ่งที่ตกตะกอนในสมอง (หรือหัวใจไม่ทราบได้) ว่าผมนั้น เป็นคนบุกบ่าม ห่าม และบ้า (แต่ไม่ใช่นักเลงนะ ผมตัวเล็ก ตีต่อยใครไม่ได้ วิ่งหนีอย่างเดียว)
บางครั้งก็ทุ่มสุดตัวไปกับงานอันไม่ได้เงินไ้ด้ทองแทบทั้งสิ้น เหตุเพียงแค่ว่ามันสนุกเพียงอย่างเดียว
จัดงานอาทใหญ่ๆ เชิญคนนู้นคนนี้ ที่ดังและไม่ดังมาร่วม ทั้งที่ไม่ดูตัวเองเลย ว่าไม่ได้มีโปรไฟล์อะไรซัพพอร์ต อย่าถามถึงองค์กร ภาคีไหนๆ มาหนุนดุนหลัง เพราะถ้ามีก็ไม่ใช่ภาครัฐ (คาดว่าการตั้งแง่เช่นนี้ จะไม่ดีต่อตัวผมและลูกหลานในอนาคต แต่ผมก็คิดว่าไม่สนนะ ผมอยู่ได้)
ผมเป็นนักบริโภคนิยมโดยแท้ สนใจความงามของสินค้ามากกว่าประโยชน์ใช้สอย
แต่กับคนจะตรงกันข้าม เพราะคนมันไม่ต้องใช้หน้าตาในการคบหาเป็นสมาคม เพราะมันใช้ใจเข้าหากันล้วนๆ
ตรงไปตรงมาดี ผมเองก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมากมาย ไม่ชอบความคิดแบบผมก็ไม่ต้องชอบ เพราะคนดีๆ ในสังคมมีมาก ก็เลือกคบหากันไป จบ
แต่กับเรื่องเงินเรื่องทอง ผมแป๊ก ทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะไร้บ้าน(มีเพียงเลขที่บ้าน แต่บ้านจริงไม่มี) ไร้รถ ไร้เงินเก็บ ไม่ต้องถามถึงมรดก เพราะคนที่จะทิ้งให้ ก็ลาโลกไปหมด พร้อมทั้งหนี้สินที่ก็หายตามไปด้วย
ความฝันอันยังคงเป็นไปไม่ได้ในช่วงปีสองปีนี้ ก็คือ My Land (เป็นสิ่งที่อยากได้มาก แต่ใช้เงินไม่น้อยนะ)
เหตุอันทำให้ต้องบันทึกเก็บ และตรวจสอบความคิด ก่อนช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน จากวัยรุ่น ไปสู่วัยที่เป็นอีกรุ่น ก็คือ ผมอยู่ได้อย่างไรโดยไม่คิดเรื่องเงิน ไม่ถึงกับต้องอดกลั้น บางทีไม่มีสักบาท ก็อยู่ได้
หากบ่งชี้ปัจจัยที่ทำให้อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ดูจะพุ่งเป้าไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป เพราะบางทีชีวิตคนหนึ่งคน ก็มีหลายปัจจัยให้ดำรงอยู่เป็นคนไม่ตายดับได้
เช่นมีน้ำ มีอาหาร สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความรักจากคนรอบข้าง มีเพื่อนฝูงค้ำจุน ช่วยเหลือ มีผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา ประคับประคอง ความเกลียดชังของคนบางประเภท เป็นแรงผลักบ้างบางครั้ง ให้พิสูจน์ตัวตน
บางทีก็ล้มครับ บางครั้งก็แรงมาก ก็มีคนเอารองเท้ามารองให้ มันเจ็บ แต่ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ ไม่ต้องพึ่งหมอเสียค่าใช้จ่ายเป็นตัวเงินเรียกว่า ล้มก็ล้ม แต่มีเบาะรองเท้ารับไว้อยู่
และคนที่เอาเบาะรองเท้ามารองให้ ก็ไม่แสดงตัว เหมือนผมเดินอยู่ตามถนน แต่ก็เหมือนมีคนรู้จักคอยดูแลอยู่ห่างๆ
(ขอบคุณในหลายๆ ความช่วยเหลือ ผมจะตอบแทนเป็นงานที่ทำอยู่ก็แล้วกันนะครับ)
ร่ายเสียยาว ประเด็นที่อยากบันทึกก็มีแค่ว่า หากผมไม่ใช่คนบุกบ่าม ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ผมคงไม่ได้ทำสิ่งที่ผมชอบ และคิดว่ารักมัน และคงอยู่บนโลกแบบแห้งเหี่ยว เปล่าดาย ด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ไม่ทำงานที่รัก ไม่ประกอบอาชีพที่รัก ไม่สร้างสังคมที่รัก ทำงานทุกวันอย่างเอาเป็นเอาตาย (เพื่อปั่นเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ประกันชีวิต)
ไม่ได้ไม่สนใจเงินทอง คนละเรื่อง ผมเองก็มีภาคแห่งการบริโภคอยู่ แต่คนคงไม่ได้มีแขนเดียว ไม่ได้มีตาเดียว
มันประกอบกันจากหลายสิ่ง รวมกับสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างงานศิลปะ
เพราะ "ศิลปะ" แม้ไม่ได้เงินทอง ผมก็ขาดมันไม่ได้ ไม่ต่างกันกับหัวใจ และกระเพาะอาหาร
เพราะมันทั้งหลาย คือส่วนสำคัญที่ประกอบเป็นตัวผมไปแล้ว
ปล. เขียนเสร็จ รู้สึกโล่งดี ไปปั่นงานอันได้เงินได้ทองต่อ เพื่อเอาไปซื้อสินค้าลดราคาอย่าง tv lcd 32 นิ้วโปรโมชั่นวันแม่ ที่ห้างใกล้บ้าน
ปล.2 สำนักพิมพ์ใหญ่เจ้าหนึ่งที่ผมทำปกให้ (แต่ยังไม่วาง) โทรมาหาผม จะให้ออกแบบปกอีกเล่ม ผมบอกว่า ถ้าเจอกันครึ่งทางให้บอกแต่แรก แต่ถ้าเอาแนวผมก็ห้ามตัดออก (ผมไม่เอาเงินยังได้) คิดดูว่า ค่าออกแบบปกพ็อกเ๊ก็ตบุคไทย 3500 บาท ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ อ่านและตีความ แก้ไข ค่าออกแบบเกมส์ 1 หน้า 9000 บาท ใช้เวลา 2 วัน ก็เยอะไปละ อันนี้ผมมาบอกพวกเรานะ ไม่ใช่บอกเขา เพราะถึงที่สุดแล้ว ผมเอาทั้งสองอย่าง 55





