Non-Fiction

การพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองที่สร้างสรรค์ชไมพร ในมุมของผม นั้น
เราเริ่มให้ตรงจุด ด้วยการหาข้อมูลเบื้องต้นดังต่อไปนี้นะฮะ

1 มองเชียงใหม่เป็นเมือง หรือมองเชียงใหม่เป็นคน ความหลากหลายมีอยู่ไหม ไม่ใช่มีคำว่าเชียงใหม่แปะอยู่ ทุกอย่างก็คือเชียงใหม่
2 สถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมถึงระดับอุดมศึกษา ที่ตั้งอยุู่ในท้องถิ่น มีส่วนกำหนดนโยบาย หรือมีภาระกิจใดในการปรับปรุง พัฒนาเมือง ในสายวิชาชีพที่อยู่ในหลักสูตรบ้าง แยกเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ในทุกระดับ วัดปีต่อปี
3 โครงการสร้างสรรค์คิดจากส่วนกลาง คิดจากท้องถิ่น ทำโดยท้องถิ่น หรือทำโดยส่วนกลาง งบส่วนกลาง งบท้องถิ่น แยกเป็นเปอร์เซ็นต์ดู
4 นักออกแบบท้องถิ่น และผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่ทำงานร่วมกันจริงๆ มีกี่เจ้า ปัญหาที่เขาพบในการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาแบรนด์ คืออะไร
5 นักออกแบบ หรือว่า นักวางแผน ที่ต้องการพื้นที่ meetting เราจำเป็นต้องมี หรือว่าไม่มีก็ได้
6 เด็กจบมหาลัยในท้องถิ่น แล้วกระจายไปไหนบ้าง อยู่ในท้องถิ่น กับกระจายออกไป เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เหตุใดจึงเป็นค่าเช่นนี้ (หาเหตุแยกย่อยออกไป)
7 องค์ความรู้ ประวัติสาสตร์ท้องถิ่น คนทั่วไปรู้เรื่องในระดับใด วัดเป็นระดับ เอ บี ซี ถ้าวัดแล้ว ระดับซี จะแก้ไขอย่างไร เรียนเพิ่ม ให้ความรู้ บลาๆ
8 การสตาฟเมือง ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวตลอดกาล จะอยู่ได้อีกกี่ปี
9 ค่าจ้างงาน กับระดับงาน เหมาะสมแล้วหรือยัง
10 เสียงของชาวบ้านเป็นเสียงที่มีน้ำหนักมากหรือน้อย ความต้องการของคนท้องถิ่นจริงๆ คืออะไร
 
แยกแยะโดยนักออกแบบท้องถิ่น อนุกูล เหมาลา Design Director at nokhookdesign
 
ปล. นี่ยังมีอีกเย๊อะเลยนะฮะ แต่เอาเท่านี้ก่อนก็ได้ แล้วเอาข้อมูลมาดู จะรู้ว่า ปัญหาคือไม่ได้เกิดจากสิ่งที่คุณมโนเอาเองว่า คนท้องถิ่นไม่ร่วมมือพัฒนา ถ้าอยากคุยกับผมว่าทำไมไม่เห็นประโยชน์ของโครงการร้อยล้านนี้ เอาข้อมูลนี้มาเผยแพร่ก่อนนะฮะ ผมจะลองปรับทัศนคติใหม่ดู
เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อย
หมาเหม็นเลยต้องอาบน้ำ ที่สำคัญหมาที่จะต้องอาบนั้น มันอาบคนเดียวไม่ได้ หมาเต็มห้องทำงาน และมันก็วิ่งเล่น รู้ละถ้ามีโอกาศทำบ้าน จะยกพื้น และมีโซนนิ่งหมา
คือไม่ได้แยกหมาออกไปข้างนอก ทุกคนอยู่ร่วมกัน แต่กั้นด้วยพาดิชั่น และสเปซที่ต่างระดับกัน จะได้ไม่วิ่งชนโต๊ะคอม
ถ้าออกแบบไม่ได้ ทางแก้สุดท้าย คือซื้อหูฟังดีๆ สักอัน และครอบหูไว้ซะ เป็นการแก้ปัญหามลภาวะทางเสียง ในขั้นตอนสุดท้าย

ออกแบบบ้าน คอนเสปของผมก็คือ มองปัญหาที่จะเกิดในอนาคต
การออกแบบบ้านหนึ่งหลัง ไม่ใช่มองว่าบ้านจะสวยงามภายนอกเท่านั้น ปัจจัยผู้อยู่อาศัยเป็นเรื่องหลักๆ เราก็ต้องศึกษาว่าเขาทำกิจกรรมอะไร ช่วงเวลาใหนจะใช้ประตูไหนเข้าออก รบกวนเวลาของคนนั้นไหม หรือทางลัด เส้นทางสัญจร แสงสว่างในแต่ละจุด ไม่รบกวนแต่ละโซน
 
มันคือการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ คนที่เข้าบ้านดึก ทำไมต้องมีประตูเล็ก จะได้ไม่ทำให้คนทั้งบ้านตื่น คนที่ตื่นเช้าทำไมต้องมีห้องนอนทางทิศตะวันนออก แดดส่องถึง
เหมือนคนเลี้ยงหมาในบ้านทำไมต้องใช้วัสดูปูพื้นที่ไม่ลื่น คนแก่ในบ้านทำไมต้องมีทางลาด คนแก่ยกขาบ่อยก็ปวดหัวเข่า ทุกอย่างนั้น มองถึงอนาคต ไม่ใช่ปีสองปี มันคือสามสิบปีขึ้นไป
ห้องนอนทำไมต้องลมพัดผ่านสะดวก หลังคาสูง จะได้ไม่ร้อน ไม่ป่วย มันใช้งานครึ่งวันของเราเลยนะนั่น
เราจะเก็บท่อต่างๆ ไว้ส่วนใหน ไม่ให้อุจาดตา ใหนจะคอมเพสเซอร์แอร์อีก จะซ่อนตรงไหน ให้ระบายความร้อนได้ดีอยู่
 
สิ่งที่คิดว่าดีแล้ว เมื่อทำจริงก็ต้องถูกตัดออก ไปทีละอย่าง ด้วยกฏหมายอาคารอีกที ระยะร่นอาคาร ช่องเปิด พื้นที่ใช้สอย
บ้านจึงยากมากในการออกแบบ เพราะเอาความต้องการคนอยู่มาซอยด้วยหลักการ กฏหมาย และความพึงพอใจของทุกคน
 
การออกแบบที่สมมุติปัญหา การซ่อมบำรุงไว้ล่วงหน้า ฝนจะสาด น้ำจะซึม ท่อจะตัน หลังคาจะเสีย กระจกจะเช็ดอย่างไร เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เลย ต้องลดสิ่งเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียเวลาภายหลัง
 
การออกแบบมีสองด้าน
คุณสามารถออกแบบบ้านให้คนผิดใจกันได้ ด้วยการให้การมองเห็นในแต่ละโซน ทำได้ยากยิ่ง ต้องใช้การตะโกน สร้างซอกมุม มนุษย์จะหงุดหงิดเมื่อหาของไม่เจอ
การออกแบบสวิทไฟไว้ที่ต้องเดินไปยากๆ ต้องอ้อม ต้องหา นี่ก็สร้างความหงุดหงิด
หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในระยะยาว เมื่อเราต้องใช้งานมันบ่อยๆ และเกิดปัญหาเป็นเวลาหลายปี
ถ้าไม่คิด ก็อยู่อย่างนั้นไปจนตาย

จุดประสงค์ของการเขียน

posted on 28 Jul 2012 01:55 by nokhook69 in News-Story, Non-Fiction directory Diary
วันนี้ไล่ดูบล็อกในเอนทรี่เก่าๆ รู้สึกว่าได้เขียนอะไรมามากพอสมควร
ในช่วงแรกๆ จุดประสงค์ของการเขียนก็คือ หาที่ระบายความคิด เพื่อสลับกับอัพงานที่ทำอยู่ (งานอันสนุกบ้าง น่าเบื่อบ้าง) เรื่องราวการงานในตอนแรก เรื่องสั้น เรื่องทั่วๆ ไป
ในตอนแรกก็ไม่มีคอมเมนต์หรอก ก็เขียนมาเรื่อยๆ เป็นผู้พูดในเวที ที่มีที่นั่ง แต่ไร้คนดู
พูดเรื่องเดิมบ้าง เรื่องใหม่บ้าง เริ่มมีคนดู เริ่มมีคนยิ้มเวลาเราพูดถึงเรื่องดีๆ เจ๋งๆ เริ่มมีคนเห็นใจ เวลาเราเจอเรื่องแย่ๆ ท้อแท้ หรือกระทั่งไร้ทางออก และบ่นเบื่อ ด่าทอ สังคมที่อาศัยอยู่
และเริ่มมีผู้บอกต่อ ขยายผลไปจนชวนเพื่อนมาฟังผมแสดงโชว์
 
หลายๆ งานที่ทำร่วมกันกับเพื่อนใหม่ เกิดขึ้นที่เวทีนี้
 
หลายครั้งผมไปใช้เวทีอื่น ทำเรื่องอื่น ห่างหายไปจากเวทีเดิม โรงเดิม บางทีก็หลงลืมความรู้สึกเก่าก่อนไปแล้ว (พูดตามจริง เราชอบบอกว่าเราไม่มีเวลามาเพ้อเจ้อหรอก การงานมากมาย) แต่ก็แวะเวียนมาทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ พบว่าเพื่อนบางคนหายไป เขาหยุดการแสดง ย้ายเวที
 
เปล่าเลย ผมไม่ได้เสียใจ หลายคนย้ายเวที แต่ก็ยังผ่านเจอกันทักทาย ไม่ได้เป็นการย้ายค่าย แต่เป็นเพียงความสะดวกในการแสดงมากกว่า ผมแค่เสียดาย เวทีของเขา
ก็เท่านั้นเอง
 
วันนี้ผมกลับมาที่เวทีเดิม และพบ "จุดประสงค์ของการเขียน" ผมไล่ดูเรื่องราวต่างๆ เห็นความคิดของตน ความเห็นของคนอื่นๆ ที่ได้นั่งฟัง (ตอบคอมเม้นท์) บางคน จากคนไม่รู้จักในตอนต้น กลับกลายเป็นคนรู้จัก สนิทชิดเชื้อ บางคนเป็นผู้ผ่านมาผ่านไป บังเอิญได้นั่งฟัง ก็ติดตามไปฟังอีกหลายเวทีที่ผมได้พูด มิตรภาพเกิดขึ้นหลังจากการพูดโดยไร้คนฟังในตอนแรกอย่างไม่น่าเชื่อ มหัศจรรย์จริงๆ
 
แล้วโลก ก็เปลี่ยน เราเข้าไปในบ้านคนอื่นได้อย่าง่ายดาย เวทีสาธารณะ เริ่มไม่สนใจเวทีเก่าเดิมของเรา
เชื่อว่า หลายคนร้างราจากเวทีไปก็หลายคน หันไปทำอย่างอื่น โลกในเฟสบุ๊ก โลกในทวิตเตอร์
 
ก่อนจะยาว เพ้อ หรือออกไปไกลเกินกว่าที่ตั้งใจจะบอก ผมเพียงอยากขอบคุณเวทีนี้ เวทีที่ทำให้ผมมีที่พูด ปล่อยของ แสดงโชว์ และพบผู้คนที่แวดล้อม สัมพันธ์ ร่วมงานในปัจจุบันจริงๆ
ขอบคุณเวทีแห่งนี้ครับ เวที exteen

ไม่ใช่คำคม

posted on 12 Jan 2012 00:15 by nokhook69 in Non-Fiction directory Diary, Idea
  • ไม่ใช่คำคม ผมแค่คิดว่า...
  • คนเราไม่ได้มีสองด้านอย่างเหรียญบาทขนาดนั้น เราเป็นสิ่งที่มองได้หลากมิติ อย่าจำกัดตัวเองให้มีแค่สองด้าน ดีกับเลว เป็นคนมันต้องกลม มองได้รอบด้าน เกลี้ยงเกลา หรือหยาบกระด้าง ก็ขึ้นอยู่กับมีดที่ใจ ก็หมั่นฝนหมั่นเกลาตัวเองกันไป ปล่อยมันไปตามธรรมชาตินั่นแหละ ของอย่างนี้มีทางลัด มีทางเดินให้ตามเยอะแยะ แต่ไม่ใช่สองด้าน สองทางแน่นอน หากันไปนะ เหลากันไปนะ ก็จนกว่าจะตายนันแหละ
  • เมื่อเป็นคน เราน่าจะลองจินตนาการดู เรากำเนิดเกิดเป็นส่วนหนึ่งตามธรรมชาติ เป็นต้นไม้ เป็นก้อนหิน เป็นอะไรก็ได้ อย่าได้ฝืนต้านธรรมชาติเลย ปล่อยมันไปกับชีวิต ธรรมชาติไม่มีแยกดี แยกเลว ต่ำ สูง มันเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ไร้กฎ เกิด แล้วดับ สลับขั้วไป กินช่วง สั้น ยาว แล้วแต่บริบท แต่มันเป็นสัจจะ หมุนวนอยู่อย่างนี้แหละ หมุนๆ วนๆ จนวันนึงเราจะคิดได้ว่า ชีวิตแม่มก็เท่านี้เอง
  • ถอดใจเป็นเจ้าป่าคุมป่าทั้งผืนป่า เรามีอำนาจ แต่ว่างเปล่าไร้เพื่อน ถอดใจเป็นเห็บหมัด เกาะกินคนอื่นไร้ค่า แต่ชีวิตมันไม่ได้มีแค่ 2 แบบให้เลือก
  • คนมันต้องบาลานต์ มันจะเอาอยู่ ลอยตัวเหนือคนหนักข้าง ที่เลือกดีกว่า เลวกว่า ซึ่งตรรกะใครตรรกะมัน (ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาวัดดีเลว ชั่งตวงกันเช่นไร)
  • เมื่อทำสิ่งใดแล้วมีคนวิจารณ์ ติ หรือชื่นชม นั่นก็ยังดีกว่าทำแล้ว เหมือนโยนกรวดลงน้ำ หายต๋อม ไร้เสียง แรงกระเพื่อมเบาบาง ทำไปทำไม
  • เป็นคนต้องรู้จักสงสัย ตั้งคำถาม กับสิ่งที่เห็น ที่เชื่อเสียบ้าง โลกไม่ได้มีแค่ฝั่งตะวันออกฝั่งเดียว เบิกเนตรเสียบ้าง
  • อย่าไปเอออห่อหมก ท่องจำ ไปกับหนังสือ ครูบา อาจารย์ ประวัติศาสตร์ กำเนิดโลกล้วนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าศึกษาค้นคว้า เทียบเคียงเอาจริง
  • อยากเขียน จึงเขียน อยากคิด จึงคิด อยากทำ จึงทำ
  • ชีวิตนั้นแสนสั้น อยากทำอะไร ก็รีบทำเถอะ
ปล. คิดได้จากไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาล

plangrang new office

posted on 23 Sep 2011 01:13 by nokhook69 in News-Story, Non-Fiction
 
ย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ใหม่ได้ หนึ่งวันแล้วครับ ออฟฟิศเก่าให้เช่า เห็นเขาจะทำร้านก๋วยเตี๋ยว นิมมานรถเยอะไม่มีที่จอด แย่งกันเอามากๆ (หน้าไฮ อย่าพูดถึง) ที่ใหม่เรามีที่จอดรถมากมาย มีต้นไม้ แล้วก็เป็นสัดส่วนกว่ามาก มีพื้นที่กว้างขวาง ค่าเช่าถูก อยู่ในเมืองอยู่ แถมเร็วๆ นี้ มีโปรแกรมว่าจะสอนกราฟิคแบบกันเอง คอร์สสั้นๆ
คราวนี้คงทำงานอย่างมีความสุข ไม่ต้องคอยย้ายรถล่ะ