Nokhookdesign Mobile View 2010
posted on 08 Jan 2011 22:52 by nokhook69 in Art-Projects-Exhibition, LOMO-Photos, Magazine-Books, Nokhookdesign-Shop

ทีมงานนกฮูกปิดร้านไปเที่ยวเขาใหญ่กันมาเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ไปกับครอบครัวคุณนกฮูกสาว ก็ไปกันหมดบ้าน ยกเว้นโยดา
ไปกับทีมงานนกฮูกทั้งกทม โคราช พิษณุโลก สนุกสนานดี เป็นทัวร์กิน ถ่ายรูป
วันสุดท้ายก่อนกลับเชียงใหม่ เราไปดิโอสยาม ไปสำเพ็งและพาหุรัด ติดรถผู้ผู้ปกครองไป เพื่อตามหาผ้าทำตุ๊กตา แต่ไม่มี หาไม่เจอ ก็เลยได้ของจุกจิก เล็กๆ น้อยๆ กลับมาแทน เสียเวลาไป 1 วัน เต็มๆ
ตอนนี้อยู่เชียงใหม่แล้ว ไปหาซื้อไหมพรม แถวกาดหลวงเหมือนเดิม เวลายังเหลือไปห้างได้อย่างสบายๆ
รู้สึกว่าเราชอบเชียงใหม่เป็นที่สุด
หมายเหตุ: ขออภัย นี่ไม่ใช่บทความนำเที่ยวฮ่องกง เป็นเพียงทัศนะของผู้เขียนต่อเมืองที่เห็นใน 4 วันไม่สามารถอ้างอิงสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากรู้แหล่งช๊อปปิ้ง เพราะไม่ได้เขียนไว้
เชียงใหม่ : อีเมลถึงชาวฮ่องกง
หลายเดือนก่อน ผมมีโอกาศต้อนรับลูกค้าจากฮ่องกงท่านหนึ่ง เธอมาเที่ยวที่ร้านนกฮูก และชอบกล้อง lomo ที่ผมโชว์อยู่ในร้าน ประมาณว่าอยากได้ ผมเลยแนะนำว่าที่ห้างใกล้บ้านมีขาย เธอจึงปั่นจักรยานไปซื้อ ก็ไม่มีอะไร ก็นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เธอคนนั้นกลับมาที่ร้าน และปัญหากล้องขึ้นฟิมส์ไม่ได้ ตอนนั้นผมกับแฟนกำลังจะไปห้าง จึงอาสาพาไปเปลี่ยน จนกลายเป็นคุยกัน และแลกเปลี่ยนอีเมล คราวนี้เราจะไปเยือนเขาบ้างโดยสนับสนุนงบโดยพี่ชายแฟนไปกันทั้งครอบครัว
เราก็เลยอีเมลกลับไป ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้เจอกัน หรือให้เขานำเที่ยวอะไรก็แค่แจ้งบอก และเราก็เดินทาง
ฮ่องกง : บนถนนสะอาดไร้ฝุ่น
รถยนต์ รถเมล์ รถแทกซี่สีแดงจอดให้คนข้ามตรงทางข้ามมากกว่าจะจอดหรือให้ทาง
รถยนต์ด้วยกันเอง การบีบแตรยาวเหยียดต่อเนื่องนานๆ พบได้ทุกมุมถนน
ทุกคนเดินชิดขวาใครรีบก็แซงซ้าย
รีบแค่ไหนก็ชนกันน้อยมาก แต่ผมก็โดนชนออกบ่อย ผมผิด
เพราะหยุดและสโลว์เกินไป (ชีวิตที่เชียงใหม่หากเป็นกล้องบันทึกภาพในหนัง มันคงใช้จำนวนภาพมากกว่า 24 เฟรมต่อวินาที แต่ที่ฮ่องกง แม้แต่คนแก่ก็เดินเร็วมาก เฟรมที่ถ่ายต่อภาพคงไม่ถึง 24 เฟรมต่อวินาที)
วัยรุ่นที่นี่ ไม่ว่าจะแต่งตัวแรงขนาดไหน
คนก็ไม่ได้สนใจกันมาก ต่างคนต่างรีบเร่ง มีอย่างอื่นรอท่า
อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าว 1 จาน จึงกินได้สองคนเลยทีเดียว การดูดบุหรี่เดินไปมาตามที่สาธารณะเป็น
เรื่องปกติ ผมเดินทั้งวันรอบเมือง
พื้นรองเท้าไม่มีแม้ฝุ่นและรอยเปื้อนเปรอะ ไม่มีเสาไฟระเกะระกะ ทุกอย่างยัดลงใต้ดิน ไม่มีหมาแมวเพ่นพ่าน (มีคนบอกว่าเมืองที่ศิวิไล หมาจรจัดจะถูกกำจัด ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน)
บนถนน canton ที่นี่ไม่ต่างจากถนนแฟชั่น รองเท้าบูท เสื้อผ้าหลากสไตล์ และแบรนด์เนม ถือเป็นเรื่องสามัญ ไม่มีใครสนใจหยุดยืนดูหรอก ทุกคนเร่งรีบ ในสายตาคนฮ่องกงที่มองคนไทยอย่างผม คงไม่ต่างจากคนไทยมองกระเหรี่ยง พม่า ช่างเชื่องช้า เงอะงะ และไม่แฟชั่นจ๋าเช่นเขา
ภาพตรงหน้าคือกลุ่มคนวัยทำงาน ดูทุกคนจะพอใจกับสีดำทั้งตัว เวลาเช้าจึงมองเห็นฝูงเสื้อดำเต็มถนน ส่วนวัยรุ่นก็แต่งตัวมัลติคัลเลอร์สุดๆ รองเท้ากีฬาสีเจ็บ ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวให้คนข้าม สีต่างๆ ผสมผสานเคลื่อนสวนกันอย่างรวดเร็ว ไม่มีการปะทะ เลื่อนไหลไปตามทิศทางของตน ไปยังจุดต่างๆ บ้างเดินเข้าห้าง บ้างเดินลงรถไฟฟ้าใต้ดิน บ้างต่อคิวยาวเหยีดเพื่อขึ้นรถเมล์
เหมือนลูกกวาดหลากสีที่ซ่อนอยู่ในบอลลูนสีดำและแตกตัวกระจัดกระจายทั่วทั้งเมืองในเวลาสายๆ ของวันปกติ
ฮ่องกง : โรงแรม ห้องพัก กับห้างที่ไม่ได้เดิน
บนเกาะเกาลูน เราพักในโรงแรมย่าน tsim sha tsui โรงแรมสูงหลายสิบชั้น ทางเดินแคบเล็ก แตกต่างจากบ้านเรา (แต่ก็นับว่าหรูแล้วในย่านนี้) โรงแรมอยู่ติดกับห้าง Gateway ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่ได้เดินเที่ยวห้างนี้เลยเพราะคิดว่าเดินเมื่อไหร่ก็ได้เพราะใกล้มาก ทำนองว่าใกล้เกลือกินด่างเพื่อนที่เป็นชาวฮ่องกงบอกว่า ห้างนี้มีทุกสิ่งอย่างที่อยากได้ ตั้งแต่กล้อง toy ของเล่น ยันสินค้าแบรนด์เนม (วันสุดท้ายเราได้เดิน เพื่อเข้าห้องน้ำก่อนเช็คเอาท์)
ช่องข่าวต่างประเทศของฮ่องกงยังมีข่าวม๊อบในประเทศไทย เป็นช่วงหนึ่งของรายการข่าวต่างประเทศเลยทีเดียว เห็นมุมจากชาวต่างชาติมองไทยได้เลยนะ เรามันเมืองเถื่อนชัดๆ ภาพข่าวฉายซ้ำและเห็นแต่เลือดตกยางออก ผู้ประกาศข่าวน้ำเสียงดูแคลนอย่าไปเที่ยวเลย ทำนองนี้ ผมปิดทีวี เปิดน้ำอุ่นลงอ่างอาบน้ำ นอนแช่เท้าที่บวมจากการเดินมาทั้งวัน
ฮ่องกง : สื่อสารไร้สาย
พี่ชายเลือกซื้อซิมโทรศัพท์ เผื่อติดต่อกลับไทย ด้วยเรื่องงานการเงินของเขา โทรกลับมาที่ไทยบ้างบางครั้ง แล้วเพื่อนชาวฮ่องกงก็โทรมาหา แฟนผมรับ ขอโทษที่ไม่สามารถเจอเธอได้ เพราะภาระกิจ และเวลาไม่เพียงพอ เรากินข้าวในร้านอาหารที่พนักงานเป็นคนไทย เธออยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว กับข้าวจานร้อยกว่าบาท แล้วก็กลับที่พัก แม้เกาะจะไม่ใหญ่ หากพลาดเวลาเพียงนิด ทุกสิ่งอย่างก็ต้องยกเลิก เปลี่ยนแผนทันที แม้ว่าการขนส่งจะตรงเวลา แต่พลังงานของเราก็ลดลงไปตามอายุ
ชีวิตถ้าเลือกไม่ได้ ก็คงต้องทำใจยอมรับมัน
ฮ่องกง : ช็อปปิ้งในย่านแล้งห้องน้ำ
เสียงพูดเชื้อเชิญดูของ "ยินดีต้อนรับ" เป็นภาษาไทยแบบไม่ชัดนัก ในร้านรองเท้าย่าน mong kok บ่งบอกว่า คนที่นี่ต้อนรับเราในระดับไหน อาจไม่ถึงขั้นชื่นชอบคนไทยนัก แต่ก็แปลว่าเขาดูออก และพูดไทยได้พอตัว (เขาคงดูออกว่ากระเหรี่ยงผิวสีแทนไม่ใช่คนฮ่องกงแน่ๆ) พนักงานหลายคนท่องจำ ฝึกฝนการพูดเพื่อขายมาในระดับที่น่าพอใจ ผมและแฟน ซื้อรองเท้าคนละคู่สองคู่ ราคาไม่ได้ถูกกว่าบ้่านเรา แต่เราคิดว่าบางคู่ก็ไม่ขายในไทยแน่นอน เพราะสีสันบาดตามาก เราแค่ชอบสีของมัน นอกเหนือจากนี้ มันคือความพอใจล้วนๆว่า "มาฮ่องกงเราก็ได้ของเป็นชิ้นเป็นอัน"
ที่รีบซื้อ รีบเดิน ส่วนหนึ่งมาจากเวลาน้อย และติดตามไปกับผู้ปกครอง บางทีหากมีเวลามากกว่านี้ เราอาจไม่ซื้อเลยสักคู่ก็ได้เพราะอาจลังเล เสียดายตังค์
เมื่อเดินไปสักพัก ก็รู้สึกปวดอึ (ผมเป็นโรคกินแล้วก็ปวด) การหาห้องน้ำย่านนี้ดูเป็นเรื่องลำบาก ห้องน้ำมีแต่ในห้างใหญ่ และหากหาเจอ ก็ต้องรอคิวยาวเหยียด แม้แต่ในช็อบแบรนด์เนมสูง 4 ชั้น ก็ไม่มีห้องน้ำบริการ เป็นเพียงแต่ช็อปขนาดใหญ่หลากหลายชั้นเท่านั้น สาธารณูปโภค ดูเป็นเรื่องสิ้นเปลือง จัดการ พนักงานจะตอบแบบยิ้มๆ ว่า "ไม่มีค่ะ"
ฮ่องกง : วัฒนธรรมก็เป็นสิ่งจำเป็น
วัดวาอาราม มีหลายที่ แต่ถ้าเทียบกับบ้านเราแล้ว ถือว่าน้อยมากๆ แต่เขาก็จัดการดี รักษาความปลอดภัย ดูจริงจัง ไม่ต่างจากสถานที่ราชการใหญ่ๆ ความรู้สึกว่าไทยโชคดีตรงนี้ นักท่องเที่ยวที่มาไทยโชคดีตรงนี้ คือเดินเข้าไปสัมผัสภายในวิหารได้ ชมใกล้ๆ ได้ แต่ที่นี่ เหมือนเขาจะปิด และจำกัดจำนวนคน เวลา เข้าออก
เราได้แต่ยืนถ่ายด้านนอก ไม่ต่างจากทัวส์ สแนป จิล่น* ก็อย่างว่า เมืองที่เจริญกฏระเบียบจึงเป็นสิ่งเคร่งครัด ไม่ลดหรือผ่อนปรน
งาน street art ที่นี่ก็พอให้พบเห็นได้บ้าง (แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก) การพ่นกราฟ ต้องได้รับอนุญาติจากเจ้าของ ศิลปะกับพาณิชย์ เป็นของคู่กันในเมืองนี้
ฮ่องกง : ร้านสะดวกซื้อไร้กระจก
พนักงานขายชาวฮ่องกง พูดภาษาจีนของเขากับผมยาวเหยียด สำหรับเบียร์กระป๋องสัญชาติฮ่องกงที่ผมซื้อ ผมจ่ายเท่าที่เห็นในตู้ 12 เหรียญ ก่อนเธอจะพูดภาษาของเธอต่อไป ยอมรับว่าผมฟังไม่รู้เรื่องสักคำ และถ้าผมทักท้วงว่าไม่เข้าใจภาษา พวกเขาก็สามารถสับสวิตพูดอังกฤษได้ทันที แต่แค่เบียร์กระป๋องเดียว ไม่จำเป็นต้องให้เธอพูดก็ได้ ผมก็ปล่อยเลยตามเลย ได้เงินทอนครบ ไม่มีถุงพลาสติกสำหรับใส่ของให้ (ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนถ้าเข้าห้างก็ตาม) ผมปล่อยให้คิวลำดับต่อไปจ่ายเงิน
ทุกมุมถนน จะพบกับช็อบสินค้าแบรนด์เนมของฮ่องกง มากมายพอๆ กับ เซเว่นอีเลฟเว่น น่าสังเกตคือร้านเหล่านี้ล้วนไม่มีกระจกและประตูเลื่อนขวางกั้น เปิดโล่งต้อนรับผู้คนได้ทุกทาง และสินค้าที่แพงหูดับในไทยเหล่านี้ หากลดแล้ว ก็มีบางชิ้นที่ราคาเท่ากับสินค้าในตลาดนัดบ้านเรา แต่คุณภาพดีกว่าเห็นๆ
ดูเป็นการระบายคนเข้าออก ระบายสินค้าค้างสต็อคขนาดมหึมา ในวินาทีเร่งด่วน ได้ดีจริงๆ
มาเก๊า : ไม่มีของฟรีในโลก
เรานั่งเรือข้ามไปเกาะมาเก๊าเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อถ่ายรูปคาสิโน และเดินชมเมือง ที่นี่ไม่มีรถไฟใต้ดิน จึงเห็นมอเตอร์ไซค์มากมาย จอดตามสองข้างทางอย่างเป็นระเบียบ เราเข้าไปในคาสิโนหรู ก็รู้สึกว่าเป็นที่ที่หรูหราโอ่อ่าเอามากๆ (ผมเข้าห้องน้ำแล้วก็คิดว่าอะไรจะปานนั้น) แถมมีโชว์อลังการ ต้นไม้ทองไหลขึ้นลง พร้อมจอขนาดใหญ่บนฝ้าเพดานเลื่อนปิด แสดงโมชั่น แลนักท่องเที่ยวก็มุงดู ความอลังการนั้น เกือบทุกคนจะโยนเหรียญลงไป เชื่อว่าจะทำให้รวย ได้โชคลาภ ผมก็โยนเล่นกับเขาบ้างแต่ก็แค่ 2 เหรียญ ผมมาสงสัยตอนออกมาขึ้นรถโดยสารฟรีไปยังท่าเรือที่ทางคาสิโนจัดให้ ว่าตึกใหญ่โตของท่าน และการตกแต่งหรูหราตรงหน้านี้ ท่านเอาเงินที่ไหนมาสร้าง มาใช้จ่ายจ้างพนักงาน
คำตอบที่ได้รับจากแฟนก็คือ "เงินที่แกพึ่งโยนลงไปเมื่อกี้ไง"
ฮ่องกง : ดินแดนเทพนิยายกับตัวการ์ตูนนำเข้า
เด็กๆ ในขบวนรถไฟพากันถ่ายรูป
บ้างก็เปลี่ยนชุดเป็นตัวการ์ตูนที่ชอบ ผู้ใหญ่ที่ไปก็เอาพร้อพมาใส่เล่น
หมวก ร่ม เหมือนทุกคนไม่แคร์กับสายตาใครทั้งนั้น
เอาความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ออกมาแสดงอย่างไม่เขินอาย
ขบวนพาเหรดยาวเหยียดสุดถนน บนรถมีตัวการ์ตูนชื่อดังอย่างมิกกี้เมาท์
และเหล่าการ์ตูนหลากหลายตัวของค่าย Disney
เสียงเพลงสลับกันระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาจีน
คงไม่ต้องบอกว่าตัวเอกที่เป็นผู้หญิงล้วนนำเข้ามาจากต่างประเทศ
เป็นฝรั่งผมทอง มาแต่งตัวให้เหมือนกับนิยาย น่าแปลกที่ไม่มีคนฮ่องกง
จะมีก็แต่ตัวการ์ตูนประกอบเรื่องเท่านั้น
แม้แต่การ์ตูนเชื้อสายจีน
ฉากแบบจีนก็ไม่มีให้เห็น เหมือนบ้านเมืองจีนแล้วจะทำเมืองใหม่ทำไมจะต้องเอาวัฒนธรรมตัวเองมาสร้างเมืองอีก มันคงน่าเบื่อที่จะให้คนไทยมาเที่ยววัด เมืองที่ตัวเองก็เห็นอยู่ทุกวัน ฮ่องกงคงไม่ต่างกัน
มองในแง่ร้ายหรือ Disneyland
ที่นี่คงมีไว้สำหรับชาวฮ่องกงเป็นหลัก ชาวต่างชาติที่อยากเห็นความเป็นฮ่องกงในดินแดนแห่งจินตนาการ จึงเป็นเรื่องยากสักหน่อย
เชียงใหม่ : ชีวิตสโลโมชั่น
กลับมาถึงเชียงใหม่ ผมรู้สึกปวดขามาก เพราะเป็นทริปแห่งการเดินทั้งวันตลอดระยะเวลา 4 วัน ถึงบ้านเปิดคอม เพื่อนที่ฮ่องกง อีเมลมาบอกว่า ภายในปีนี้เขาจะมาเที่ยวเชียงใหม่อีกครั้ง เพราะติดใจชีวิตที่ไม่รีบเร่ง จะว่าไปเชียงใหม่ช้า ฮ่องกงเร็ว เราอยากเร็วจึงไปบ้านเขา เขาอยากช้า จึงมาบ้านเรา ไม่ว่าอย่างไรก็อยู่กันนานๆ ลำบากทั้งสองฝ่าย ผู้คนที่นู่นดูจะเคยชินกับการเร่งเดิน เร่งทำ เร่งกิน และมีเวลาสนใจคนอื่นน้อยลง คำทักทายจึงคล้ายเป็นห่วงว่า "กินอะไรมาหรือยัง"
ส่วนไทยเหรอ แค่คนเดินผ่านหน้าบ้านก็ตะโกนถามแล้วว่า "ไปไหนมา"
ดูเราจะมีเวลาเหลือเฟือที่จะสนใจการไปของคนอื่นมากกว่าชาวฮ่องกง
ผมเองไม่เคยคิดว่าจะพาตัวเองไปในต่างประเทศได้ เมื่ออยู่ในที่อื่นทำให้เห็นข้อด้อยของประเทศที่เราคิดว่าดีแล้วเป็นอย่างมาก ทั้งการจัดการ วิธีคิด กม.ไปฮ่องกงคราวนี้ รู้เลยว่า ประชากรเขาจริงจังเป็นระเบียบ เมืองที่ใหญ่ คนทุกคนขับเคลื่อนเมืองให้พุ่งไปข้างหน้า มิใช่เกิดแต่เพียงคนคนเดียว
***
จิล่น* ภาษาเหนือ แปลว่า แค่เท้าแตะแล้วก็วิ่งกลับไม่ได้ซึมซับกับอิฐปูน
ปล. อ่านภาคขยายทริปนี้ได้จากบล็อกคุณนกฮูกสาว ที่นี่ครับ
หลังจากถอยเจ้ากล้อง lomo diana mini จากเว็บมาในราคาสองพันกว่า ก็มีโอกาสเอาไปถ่ายรูปแถวๆ ร้านนกฮูกอีกเช่นเคย
รู้สึกว่าจะเล็กน่ารัก และภาพออกมาก็พอใช้ได้ (แม้จะสู้ความคมของ holga ไม่ได้ เพราะอันนั้นใช้ฟิมส์ 120) ข้อดีของมันก็คือใช้ฟิมส์ธรรมดาได้ ถ่ายแบบจตุรัสได้ ฮาฟเฟรมได้ และมีชัตเตอร์ Bในกล้องตัวเดียว แล้วผมเองก็บ้าถ่ายรูปจตุรัสด้วย
ช่วงนี้ก็เลยห้อยเจ้านี่ไปไหนมาไหนด้วยบ่อยกว่ากล้องตัวอื่น
ปล. ดูภาพจากกล้องอื่นๆ ได้ในกล่องภาพบน Facebook ของนกฮูกดีไซน์ ได้ที่นี่
lomo Action Sampler // photos: nokhookdesign // film 35 mm. nagative // Chiang Mai
ซื้อมาได้นานเกือบครึ่งปี ถ่ายเล่นแล้วก็ไม่ได้เอาไปล้าง พึ่งได้โอกาศเอาฟิมส์ไปล้าง และสแกน เมื่อตอนปีใหม่ Action Sample เป็นกล้อง toyที่ถ่ายง่ายดี น้ำหนักเบา และรู้สึกว่าจะจับความเคลื่อนไหว อะไรเร็วๆ ได้ดี สังเกตรูปโยดาวิ่งเป็นต้น เหมือนมันเหาะได้จริงๆ
เป็นกล้องที่เด็กอนุบาลก็ถ่ายได้ แม้มือจะสั่นแค่ไหนก็ตาม