Fiction

LIFTโลก (Elevator Traffic)

posted on 11 Nov 2009 14:49 by nokhook69  in Fiction

กล่องสี่เหลี่ยมบรรจุคนได้ไม่เกิน 10 คน วิ่งขึ้นลงในอาคารขนาดใหญ่
กล่องทันสมัยมาก จะวิ่งขึ้นลงได้ก็ต่อเมื่อคนครบจำนวนเต็มสิบ

ผมนับคนในกล่องได้ ประมาณเก้าคน กล่องนั้นยังไม่เคลื่อนที่ไปไหนจนกว่าจะครบสิบ

หมาตัวหนึ่งเดินวนรอบกล่อง ลักษณะอยากเข้ามาในกล่อง หญิงคนหนึ่งเดินออกไปอุ้ม นำมาวางไว้บนพื้นกล่อง หลายคนมองไปที่เธอ หลายคนมองไปที่หมา

ผมกดปุ่ม เพื่อเคลื่อนที่ กล่องเริ่มทำงานปกติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แน่ล่ะ หมากับคน นับจำนวนให้เท่ากันไม่ได้ แต่กล่องก็เคลื่อนที่

กล่องเคลื่อนที่ไปได้ครึ่งทาง แล้วหยุดลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมหยุด

หมานั้นไม่ใช่คน กล่องมันวิ่งขึ้นได้แค่ครึ่งทางก็ดีเท่าไหร่แล้ว
แต่สายตาของทุกคนมองไปที่หมาตัวนั้น แน่นอน มันไม่ใช่คน และแค่มันทำให้กล่องเคลื่อนที่ได้ ผมก็คิดว่ามันเป็นประโยชน์อย่างมากแล้ว ผมมองไปที่มัน มันมองผม 

"ครึ่งทาง ขอบคุณที่มาส่ง" ผมบอกหมา หญิงคนนั้นก็ทำเช่นเดียวกับผม

คนในกล่องทั้งเจ็ดเริ่มตั้งข้อสงสัย โบ้ยไบ้ความผิดไปที่หญิงคนอุ้ม และเจ้าหมาบนพื้นกล่อง

ผมทราบดีว่าลำพังผมคงแก้ปัญหาการเคลื่อนของกล่องไม่ได้ ผมเดินออกจากกล่อง แล้วหญิงคนนั้นก็ตามออกมา ทิ้งหมาไว้ภายในกล่อง ประตูกล่องค่อยเลื่อนปิดลง

หมาตัวนั้นท่าทางยินดี ที่ได้อาศัยอยู่ในกล่อง
วิถีทางเลือกคนเราต่างกัน แต่ใช่ว่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ - ความเห็นของผม

แม้จะถึงช้าไปสักหน่อย
ผมคิดว่าบันไดข้างหน้า จะนำพาชีวิตของผม ไปสู่ชั้น-สู่ห้อง ที่ผมต้องการได้
เช่นเดียวกัน กับคนและหมาในกล่อง

ตำนานนักปั่นไฟ

posted on 06 Oct 2009 11:41 by nokhook69  in Fiction

ผมบันทึกเรื่องราวเหล่านี้หลังจากกลับจากการถ่ายรูปบ้านของนักปั่นไฟได้สองวัน ก่อนที่วันถัดมา เขาจะเสียชีวิตลงอย่างสงบ ในมือมีมีดที่คาอยู่บนไม้สีทองที่ยังเหลาไม่เสร็จ ปิดตำนานของนักปั่นไฟคนสุดท้ายของโลกไปอย่างน่าเศร้า

ปากทางเข้าหมู่บ้านของนักปั่นไฟนั้น เล็กมากๆ ทีมงานของเราจำต้องจอดรถยนต์ไว้ที่หน้าปากทางเข้า และเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งระหว่างทางมีต้นไม้สีทองขึ้นอยู่โดยรอบ

หน้าที่ของผม คือติดตามบันทึกภาพของนักสัมภาษณ์ฝรั่ง เพื่อจัดทำหนังสือเบื้องหลังการทำงานของเขา ผมรับจ้างมันต่อจากบริษัทเอเจนซี่อีกต่อนึง เพราะชำนาญพื้นที่ และว่างงานพอดีในช่วงเวลานั้น และที่สำคัญค่าจ้างงานของผมถูกยิ่งกว่าถูก แตกต่างกันลิบลับกับนักสัมภาษณ์ฝรั่ง ซึ่งหากบอกชื่อคนสัมภาษณ์ไป หลายท่านก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ผมขอเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกัน 

หน้าที่ใครหน้าที่มัน

***

ทีมงานของเราเดินทางออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางใต้ของเมือง สามสิบกิโลเมตร เราพบเจอบ้านของนักปั่นไฟวางอยู่บนพื้นที่นาข้าว มันเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ท่านสามารถพบได้ตามชนบททั่วไป บ้านหลังน้อยแสนธรรมดา แต่แตกต่างตรงที่ว่า บ้านทั้งหลัง ทำด้วยไม้สีทอง

ผมหยิบกล้องขึ้นบันทึกภาพสองรูป ภาพบ้านกลางทุ่งนาสีทอง และหลังของนักสัมภาษณ์ฝรั่ง

เมื่อเข้าไปยังตัวบ้าน เราพบชาวบ้านสองถึงสามคน กำลังนั่งเหลาไม้สีทองให้เป็นแท่งกลมๆ ยาวสักหนึ่งเมตรได้ วางซ้อนกันอยู่สี่ถึงห้ากอง และบนเรือน มีชายหนุ่มนอนเหลาไม้อยู่เช่นกัน ท่าทางของเขาเหมือนไม่ได้ป่วยอะไร  ผมเดาว่าน่าจะเป็นนักปั่นไฟคนสุดท้าย

นักสัมภาษณ์ฝรั่งเข้าไปยกมือไหว้สวัสดี นักปั่นไฟก็ยกมือไหว้สวัสดี ผมก็ยกมือไหว้สวัสดี ผมจำบทสัมภาษณืภาษาฝรั่งไม่ได้ เพราะไม่รู้ภาษา ได้แต่เก็บภาพขณะนักสัมภาษณ์ฝรั่งทำงาน และนักปั่นไฟเหลาไม้สีทอง

เขาทั้งคู่ดูจะคุยกันถูกคอ หัวเราะร่าเริง ผมได้แต่ยิ้มเพราะไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะกันในเรื่องใด ได้แต่เก็บภาพ เพียงอย่างเดียว

เราอยู่ที่บ้านหลังนั้นนาน สองชั่วโมงเห็นจะได้ ผมเริ่มมีความสงสัยอย่างนึงในใจ แต่ไม่ได้ถามใครเลยในวันนั้นว่า ชายหนุ่มที่ป่วยใกล้ตาย กับกองไม้สีทองเหล่านี้มีประโยชน์อันใดต่อมนุษย์ชาติ ถึงมีคุณค่าเพียงพอจะถูกบันทึกเล่าขานสืบต่อไปยังมวลมนุษย์โลกในภาษาอันไม่ใช่ภาษาท้องถิ่น

ผมไม่ได้คำตอบ เพราะไม่ได้ถาม เสร็จงานผมก็แยกย้ายกับทีมงาน ส่งภาพให้บริษัท และรับเงินค่าจ้างรายวัน

หลังจากที่หนังสือเบื้องหลังการทำงานของนักสัมภาษณ์ฝรั่งฉบับที่ผมถ่ายภาพนักปั่นไฟออกวางจำหน่าย มันก็สร้างสถิติหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นใบเบิกทางให้ผมได้รับงานว่าจ้างถ่ายรูป ได้ไปอีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง ท้ายสุดผมก็ยังเป็นช่างภาพท้องถิ่นเหมือนเดิม แน่นอนรูปที่ถ่ายเป็นของบริษัท แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ผมก็ทำงานรับจ้างนั้นต่อไป

แต่นักปั่นไฟ กลายเป็นตำนาน หมู่บ้านถูกเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถนนทางเข้าหมู่บ้านขยายใหญ่ ปากทางเข้าหมู่บ้านมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของนักปั่นไฟยืนเหลาไม้สีทองขนาดใหญ่กว่าคนจริงๆ หลายเท่า มีคณะท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเยี่ยมชมบ้านไม้สีทองแทบทุกวัน วันละหลายพันคน

เขาทำให้โลกสว่างขึ้นมากเลย มัคคุเทศน์ประจำคณะทัวร์ชี้ไปที่รูปปั้น นักท่องเที่ยวชาวไทยพยักหน้า และเดินตามถนนไปยังบ้านของเขา

 ***

สองเดือนหลังจากนั้นผมถูกให้ออก ด้วยบริษัทไม่มีงานนอกเข้ามาแล้ว ผมน้อมรับโดยดี ตัดสินใจกลับบ้านนอก

ที่บ้านนอก ผมพบต้นไม้ประหลาด ขนาดเล็ก ขึ้นอยู่หน้าบ้าน ผมเข้าไปดูใกล้ๆ เป็นไม้สีเงินลำต้นขนาดเรียวเล็ก ประมาณสองสามต้น ผมมองดูรายละเอียดของเนื้อไม้ และแน่ใจได้เลยว่า มันเป็นไม้ชนิดเดียวกับที่นักปั่นไฟใช้ทำฟืนสำหรับนำไปเผาเพื่อใช้เป็นไฟส่องสว่าง เป็นการทำฟืนเพื่อใช้ส่องสว่าง
แตกต่างกันเพียงแค่สีของไม้ เพียงเท่านี้เอง

ผมกลับเข้าไปในบ้านนั่งบันทึกเรื่องราววันนั้นลงคอมพิวเตอร์
ขอบคุณนักปั่นไฟคนนั้นที่ทำให้ผมรู้แล้วว่า สิ่งที่เขาทำนำเงินและอาชีพมาให้ลูกหลานเขามากมายเพียงใด ทำให้ประเทศของเรายิ่งใหญ่เพียงใด
และมันเหมาะสมแล้วที่จะได้รับการยกย่อง
จากคนทั้งโลก

ความสามารถในการเหาะ

posted on 21 Aug 2009 11:08 by nokhook69  in Fiction

ในสมัยที่ผมยังเด็ก ผมตั้งใจไว้ว่า หากตัวเองไม่แก่ใกล้ตาย ผมจะไม่พูดเรื่องการเหาะได้ของตัวเองกับใครหน้าไหนทั้งนั้น

ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครับ พ่อ แม่ หรือเพื่อนร่วมชั้น
ความตั้งใจนั้นแน่วแน่มาก บางครั้งผมต้องกล้ำกลืนฝืนทนเมื่อต้องอยู่บนหน้าชั้นเรียนว่า "ผมไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ ครับ" ผมตอบคุณครู เพื่อนในห้องบางคนกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ บ้างก็ปล่อยมันออกมา จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม แล้วก็กลายเป็นว่า เพื่อนทั้งห้องส่งเสียงหัวเราะออกมาสมทบ เป็นก้อนใหญ่

"ความสามารถพิเศษ" เป็นสิ่งที่ทุกคนในชั้นประถมต้องพูดถึง มันจะต้องถูกพูดตามหลังชื่อจริงของตัวเอง เวลาที่ต้องแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน ในวันแรกของการเลื่อนชั้นใหม่

ประถม 1-6  มัธยม 1-6 ราวๆ 12 ครั้งได้

แต่ผมก็ต้องพูดแต่คำเดิม ว่าผมไร้ความสามารถ ทั้งที่เพื่อนๆ ในชั้นเรียนประถมต้นของผม แทบทุกคนต่างมีความสามารถพิเศษ เช่นบางคนมีความสามารถในการเหล่ตา บางคนก็ลอกแบบเลียนแบบได้ และบางคนก็สามารถพัฒนาคำพูดของตนเองให้หล่อเหลากว่าความคิดข้างในได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ความสามารถเหล่านี้ เป็นที่ยอมรับในชั้นเรียน และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นที่ชื่นชอบของครูบาอาจารย์ และสังคมโดยรวมของประเทศที่ผมอยู่อาศัย

แน่นอน มันสร้างความประทับใจมากกว่าคำว่าไม่มีความสามารถใดให้กับคุณครูหน้าชั้น ทุกคนพากันหัวเราะคนไร้ความสามารถอย่างผม แต่ทุกคนก้ไม่ได้รังเกียจผม ก็แค่เล่าความสามารถ ไม่มีก็เป็นคนสามัญ เรียน เล่น กิน ปกติมนุษย์

แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ามันน่าน้อยใจ พูดตามตรง บางทีผมก็อยากพูดว่าผมก็มี แต่นั่นแหละหากพูดไปใครจะเชื่อ เหตุผลมีเพียงว่าหากมีผู้ล่วงรู้ เราจะถูกตัดออกจากสังคมส่วนรวมทันที
เราด้อยกว่ามันดีกว่า-เด่นกว่าคนอื่นประมาณนั้น นั่นเป็นความคิดในวัยเด็ก

ทุกคืนวันหยุด ผมจะออกมาซ้อมการเหาะ ที่หลังบ้าน เผื่อวันข้างหน้าจะได้ใช้งานได้ จากเหาะที่ได้ระดับต่ำๆ ก็สูงขึ้นๆ จาก 1 เมตร ก็ 2 เมตร 10 เมตร และสูงเท่าตึกระฟ้า ในช่วงเวลา 12 ปี

ทำอย่างนี้จนจบชั้นมัธยมปลาย เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว "ผมก็ยังเป็นคนไร้ความสามารถพิเศษเหมือนเดิม"

***

ผมจบจากมหาวิทยาลัย เดินเตร่หางานทำไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนไร้ความสามารถหางานยากโดยแท้ แต่ก็ยังได้ ผมไม่เลือกงาน ทำงานเท่าที่ทำได้ ซ่อนการเหาะได้ของตัวเองไว้เบื้องหลัง ทำงานจนอายุล่วงปี 30 ผมก็ลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจของตัวเอง ทำนู่นนี่สารพัด เพื่อหาเงิน เพื่อหาทอง

การเหาะเริ่มไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป ผมใช้ชีวิตแบบคนไร้ความสามารถพิเศษได้ดี จนบางครั้งบางทีผมก็ไม่ได้ฝึกซ้อมการเหาะ และหลงลืมวิธีการในที่สุด กลายเป็นคนสามัญธรรมดาไปเสียแล้วจริงๆ

ผมมีครอบครัว มีรถ มีบ้าน มีเงินเก็บ ตามลำดับ สามัญชนมาก เท่าที่มนุษย์คนนึงจะมีได้

***

"ผมก็เหาะได้นะ" ผมพูดกับภรรยาของผม และลูกชาย ทั้งสองคนพยักหน้า นั่งจ้องมองทีวีรายการมนุษย์เหาะ แล้วก็หันหน้ามามองผมอีกครั้ง ก่อนทุกคนจะหัวเราะเสียงดัง 

"ไม่เอาน่าคุณ เราแก่ขนาดนี้แล้วนะ" ภรรยาผมว่า ผมมองหน้าลูก ใบหน้าตั้งคำถาม ผมจำต้องหัวเราะกลบเกลือ่น "พ่อล้อเล่นน่ะ คนเหาะได้คงไม่ใช่คนสามัญอย่างพ่อหรอก"

***

การเหาะได้เป็นเรื่องสามัญ ในวัยที่ผมอายุ 60 ปี ทางรัฐบาลส่งเสริม ให้มีหลักสูตรในชั้นเรียน และสร้างอาชีพมากมายต่อเนื่องรองรับคนเหาะได้ ไม่ว่าจะมีความสามารถระดับไหนในการเหาะ เริ่มต้นที่ระดับล่างสุด เป็นคนส่งอาหาร นักบริหารทางอากาศ การทางคมนาคมบนฟ้า จนไปถึงรัฐมนตรีน่านฟ้า ดูแลโลกอีกชั้นบรรยากาศ

เป็นสังคมชั้นสูงของประเทศ

สังคมชั้นสูง มีอำนาจแยกออกจากพื้นโลกชัดเจน
น่าเศร้าที่วัยอัน 60 ปี ผมพบว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีในตอนนี้ เขาคือเพื่อนของผมเอง
เพือ่นส่วนใหญ่ของห้อง เพื่อนที่มีความสามารถพิเศษต่างๆ ในชั้น
เรียนประถมต้น

นักออกแบบปก

posted on 02 Jul 2009 13:58 by nokhook69  in Fiction

นักออกแบบปกส่งปกมาให้ผมเลือก 2 ปก มันเป็นปกที่ไม่ต่างกันเลย แต่เขาก็ยืนยันว่าเป็นปก 2 แบบ
ผมเข้าใจงานเขาพอสมควร ดูจากแฟ้มงานปก งานออกแบบอื่นๆ ที่เขาทำจากเว็บไซต์ส่วนตัวของเขา แต่ผมก็ยังอยากให้เขาอธิบายที่มาของปกที่เขาออกแบบให้ผมฟังอยู่ดี

ผมนัดเจอเขาในร้านกาแฟใกล้ๆ กับสำนักงานของผม เขานั่งลงตรงหน้า ยกมือไหว้ผม ผมกล่าวทักทาย
สบายดี เขาเปิดคอมพิวเตอร์พกพา ค้นหารูปนู้น นี้ ในแฟ้มเอกสารอิเล็คทรอนิก

นี่แรงบัลดาลใจสำหรับปกนี้ครับนักออกแบบปกว่า พลางเอานิ้วชี้ปกขาวๆ แบบที่ หนึ่ง แนบกับรูปกระดาษเปล่าให้ผมดูผมไม่เข้าใจ แรงบัลดาลใจ เป็นรูปกระดาษ ท่าทางอาทไปหน่อยนะ
เหรอครับ นักออกแบบปกว่า ก่อนคลิกปุ่มปิดรูปหน้าจอ เปลี่ยนรูปกระดาษเป็นรูปเหรียญบาทแทน เปรียบเทียบ เคียงคู่ปกแบบที่สอง
นี่แรงบัลดาลใจสำหรับปกนี้ครับ นักออกแบบปกว่า เขาพยายามเทียบเคียงแรงบัลดาลใจ กับภาพปกที่ทั้งสองแบบของเขา

มันเป็นปกสีขาว และปกสีเงิน ทั้งปก มีเพียงตัวหนังสือตัวเล็กๆ กลางปกหนังสือว่า นักผลิต
ผมนั่งมองหน้าเขา สลับกับหน้าปกทั้งสองแบบ สงสัยในความคิด ใบหน้าคงบ่งบอกว่า
ต่างกันยังไง
ให้ผมอธิบายไหม นักออกแบบปกกล่าวถาม ไม่เป็นไรหรอก ผมว่า ลองนั่งเปรียบเทียบระหว่างสองปก สีเงินกับขาว และชื่อปก ความน่าจะเป็นสำหรับงานขาย
อือ ผมเข้าใจมันแล้ว
เอาปกไหนครับ เขาถาม
เรียบง่ายดี แต่ปกคล้ายกัน ต่างกันแค่แรงบัลดาลใจ นักผลิตไม่น่าเรียบง่ายขนาดนี้ น่าจะทำมาอีกสัก ปกนะ

นักออกแบบปก ขอบคุณในความเห็นของผม เขาปิดคอมพิวเตอร์ และบอกว่าจะส่งงานมาใหม่ในเร็ววันนี้ เขาต้องไปหาแรงบัลดาลใจ คล้ายๆ ว่าจะไปลองเป็นนักผลิตดู ซึ่งไม่เกี่ยวกับอาชีพนักออกแบปกดูก่อน ก่อนจากกันวันนั้น เขายิ้มให้ผม และยกมือไหว้ ผมรับไหว้
ผมลาล่ะครับ เราทั้งคู่ก็แยกจาก

...

เวลาผ่านไป 2 อาทิตย์
ผมเช็คอีเมล ไม่มีอีเมลของเขา นั่นหมายความว่างานปกใหม่ ยังไม่แล้วเสร็จ

ผมปิดอีเมล ลองเปิดโปรแกรมออกแบบปกดู นั่งทำประมาณครึ่งชั่วโมงก็แล้วเสร็จ ได้ปกเหมือนที่เขาทำ

ผมชั่งใจอยู่สักพัก แล้วก็หยิบโทรศัพท์โทรออก คงต้องตามงานกับเขา
บนโต๊ะผม ยังเหลืองานผลิตกองรอผมทำอยู่อีกมากมาย

นักสังเกตแก้ว

posted on 14 Jun 2009 14:03 by nokhook69  in Fiction

ผมเริ่มงานนี้ตั้งแต่อายุ 16 ปี งานสังเกตแก้วที่ใช้แล้ว และที่ยังไม่ได้ใช้ ตามบ้านต่างๆ
ในช่วงแรกของการเข้าทำงานเป็นนักสังเกต ผมเริ่มจากงานติดตามนักสังเกตของบริษัทที่ผมสังกัดอยู่ท่านหนึ่ง พนักงานรุ่นปู่ พนักงานหนึ่งในสามคนของแผนกสังเกตแก้ว

หน้าที่ของผมไม่ยากนัก ตอนเช้าผมจะต้องขนแก้วออกจากตู้เก็บแก้ว (ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากแหล่งใด) วางมันลงบนโต๊ะของนักสังเกตรุ่นปู่ รอจนเขาหยิบขึ้นดู หมุนแก้วน้ำ แล้วก็พูด ทุกคำพูดของคุณปู่ ผมก็จะจดไว้ในสมุดสังเกตแก้วของแผนก คุณปู่จะทำหน้าที่แยกประเภทแก้ว แยกวัสดุการใช้งาน และตัวเลขรัส ด้วยคำพูด

แก้ว 0875 แก้ว 1527 พลาสติก1234

ผมซึ่งเป็นผู้ช่วย แยกแยะประเภท จากคำพูด
นั่นแก้วบ้าน นั่นแก้วบริษัท นั่นแก้วนักออกแบบ แก้วของสุนัข แล้วเก็บมันใส่กล่อง ผมจดบันทึก คัดแยกแก้วที่ไม่ใช่แก้วออกจากกล่อง

แก้วไม้ แก้วพลาสติก เพื่อนำไปทำลาย

เมื่อตกบ่ายพนักงานเก็บแก้วที่เป็นแก้ว จะนำส่งไปยังแผนกอื่น พนักงานสามคน หนึ่งเก็บ สองตรวจเช็ค และสามสังเกตแก้ว เหมือนทำงานซ้ำกับผม แต่จดบันทึกคนละชุดกัน แผนกนี้ตรวจบันทึกการสังเกตของแผนกสังเกตอีกที

คล้ายๆ ตรวจสอบ แต่ไม่ใช่จับผิด พูดง่ายๆ ก็คือ ทีมรับรองการสังเกตอีกชั้นนึง

ช่วงเย็น จะมีพนักงานทำลายแก้ว ใส่หน้ากากและชุดหมีสีชมพู เคลื่อนย้ายแก้วที่อยู่ในกล่องทำลาย ส่งมันไปยังแผนกอื่น อีกหลายแผนก ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าใดกันแน่ แต่ที่พอนับได้จากสีของชุดหมี และสายงาน ก็มีประมาณ 10 แผนกเห็นจะได้ แต่นี่ก็เป็นการนับของผมเอง จริงๆ แล้ว มันมีจำนวนหลายร้อยแผนก แยกส่วนกันชัดเจน โรงงานสังเกตแก้วกว้างพอจะเรียกว่าประเทศหนึ่งได้ทีเดียว

ผมทำงานเป็นผู้ช่วยนักสังเกตแก้วได้ 5 ปี ก่อนจะได้รับเลื่อนขั้นแทนนักสังเกตรุ่นปู่ที่เกษียณอายุงาน ให้เป็น “นักสังเกตแก้ว” เต็มตัว สายงานแผนกสังเกตแก้วของโรงงานหมายเลข 24
ทุกเช้าผมเข้าทำงาน หยิบแก้วหมุนดู คัดแยกประเภทแก้วที่ไร้ค่าด้วยตา พูดรหัส พนักงานฝึกหัดผู้ช่วยผมอีก 2 คน ทำหน้าที่จดบันทึก คัดกรองแก้วสำคัญ และแยกประเภทวัสดุไร้ค้าส่งทำลาย

+++

แก้วที่ถูกคัดกรองขั้นสุดท้าย จะมีจำนวนเพียง 1 ใบต่อปีเท่านั้น ส่งมอบให้กับตลาดกลางค้าแก้ว นำไปประมูล และปีนี้มันคือแก้วจากบ้านของผมเอง จะแปลกอะไรเล่า ก็ผมเลื่อนขั้น เป็นผู้สังเกตแก้วแล้วนี่นา
แต่เรื่องน่าสังเกตต่อไปอันไม่ใช่แก้ว ก็คือ แก้วที่ผู้ประมูลไปได้ มักราคาสูงลิ่ว และจะไม่มีวันได้ใส่น้ำอีกตลอดไป

ในดินแดนโลกที่สาม แก้วทุกแก้ว ทุกรูปทรง ทุกวัสดุ ถ้าถูกเลือกจากนักสังเกตแก้วแล้ว ล้วนเป็นสิ่งสูงค่า แทบทั้งสิ้น ยิ่งเมื่อผ่านโรงงานสังเกตแก้วระดับตำนานอย่างเช่นโรงงานที่ผมทำอยู่  มันก็มีค่าไม่ต่างจากทองคำ
แก้วน้ำจึงไม่ใช่แก้วน้ำธรรมดาอีกต่อไป

จบ

ปล. แรงบัลดาลใจจากแก้วธรรมดาเก่าๆ หลายใบในตู้โชว์ที่บ้าน