Fiction

มันเป็นแค่เก้าอี้เก่าๆ

posted on 17 May 2006 11:41 by nokhook69  in Fiction

ฉันเป็นเก้าอี้เก่าๆ
(เก้าอี้ชนิดแบบไม่มีพนักพิง ไม่มีที่วางแขน มีเพียงขาตั้งสี่ขา และไม้กระดานรองนั่ง)
วันนี้...ฉัน (แค่) ดูสดใส เขามาทาสีใหม่ ทาทับความเก่า
เธอเห็น เขาเห็น ฉันเองก็เห็น ความใหม่บนความเก่า
เขาชื่นชม...นำฉันขึ้นตั้งโชว์ แล้วก็พูดกับเธอว่า
นี่คืองานศิลปะ
-------------------------------------------

ฉันเป็นเก้าอี้สำหรับโชว์

(เก้าอี้ชนิดแบบไม่มีพนักพิง ไม่มีที่วางแขน มีเพียงขาตั้งสี่ขา และไม้กระดานรองนั่ง)
ฉันเชิญเธอให้นั่ง เธอบอกว่า "ยังไม่ถึงเวลา ต้องรอ ฤดูกาลผันเปลี่ยน เสียก่อน"

"คือ...ฉันต้องรอเวลา ฤดูกาลผันเปลี่ยน เพื่อกลับไปเป็นเก้าอี้เก่าๆ อีกครั้ง"
การรอคอยคือสิ่งเดียว เธอบอก
แล้วเดินไปนั่งรออยู่อีกฟากหนึ่งของถนน

แล้วเมื่อ ฤดูกาลผันเปลี่ยน ยาวนาน
เขาเดินจากไป
เธอเดินเข้ามาหาฉันจากอีกฟากหนึ่งของถนน ถามว่า แล้วทำไมถึงอยากเป็นเก้าอี้เก่าๆ
ฉันตอบ ช่วยไม่ได้ พร้อมกับปล่อยขาทั้งสี่ ล้มลง
ลมร้อนวูบผ่านทั้งตัวเก้าอี้ และคนสังเกตุการณ์ จนภาพที่เราเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นเรื่อง
ค่อยๆ พล่าเลือนไปในที่สุด

จนความมืดครอบคลุม-แทนที่ และมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
ความสำคัญอย่างเดียวของเก้าอี้ก็คือ มันมีไว้นั่ง ไม่ได้มีไว้โชว์


edit @ 2006/05/20 12:43:57
edit @ 2006/12/14 09:02:00

ดาวน้ำแข็ง (Ice Life)

posted on 23 Jun 2006 11:57 by nokhook69  in Fiction

บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกของเรา

มีสิ่งมีชีวิตเพียงสองประเภท ธาตุร้อนและธาตุเย็น จะเรียกพวกเขาง่ายๆ ว่า มนุษย์ตัวร้อน และมนุษย์ตัวเย็นก็ได้ หรือจะเรียกว่ามนุษย์น้ำแข็ง และมนุษย์เปลวเพลิงก็ได้ ไม่มีใครผิดใครถูก (เพราะก็ไม่มีใครเห็น และฟันธงได้สักคนบนโลกของเรา)

ดาวเคราะห์ที่แตกต่างนี้ เป็นดาวที่เต็มไปด้วยขั้วโลกเหนือทุกๆ ทวีปไป ใช่-เป็นน้ำแข็งสีขาวโพลนตลอดทั้งดาว

นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตสองประเภทดัวกล่าวแล้ว ทุกๆ อย่างบนดาวนั้น ไม่มีข้อแตกต่างใด จากโลกของเราแม้แต่น้อยเลย

ถ้าโลกเรามีลมฝน มีพายุ มีทะเล ดาวดวงนั้นก็มีเช่นเดียวกัน

ถ้าโลกเรามีหญิงสาว มีชายแก่ มีสุนัขจรจัด ดาวดวงนั้นก็มีเช่นเดียวกัน

แตกต่างเพียงพื้นผิว วัสดุ อุณหภูมิ และทุกอย่างที่เราเห็นได้ก่อรูป พัฒนาเป็น สิ่งมีชีวิตน้ำแข็ง

ในดาว ที่มีลานน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เราเรียกว่าทวีปแบ่งออกเป็นประเทศ มีบ้านเรือนที่ทำจากน้ำแข็ง มีรถที่ทำจากน้ำแข็ง และ สิ่งมีชีวิตน้ำแข็ง (ที่ดูจะเกินจริงไปหน่อย) นั่นแหละดาวที่เธออาศัยอยู่ เราเรียกง่ายๆ ว่า ดาวน้ำแข็ง

เธอเป็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ ก้อนที่เดินได้ดังคนปกติ ประชากร บนโลกน้ำแข็งเดินได้ เธอตัวโตที่สุด แข็งแรงที่สุด

ในวันที่อากาศร้อนระอุ บรรดาเปลวแดดพากันลงมาเต้นระบำ เปลวแดดตัวเล็กมาก มากจนเรามองไม่เห็น แต่ก็นับเป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกัน

ถ้าดาวน้ำแข็ง มีสิ่งมีชีวิตน้ำแข็ง ถ้าสิ่งมีชีวิตน้ำแข็งมีท้องใส้ ตับ ม้าม หัวใจ

เปลวแดด ก็คงมีเช่นเดียวกัน

เปลวแดดตัวเล็กมาก อวัยวะส่วนอื่นๆ ก็คงเล็กมากไม่ต่างกัน เปลวแดดกำลังอยู่บนหัวของเธอ และอยู่ในทุกๆที่

ที่ไม่มีร่มบังแดด

สบายดีรึเปล่า เธอถาม เปลวแดดหลายตัวเงียบไม่ตอบคำถาม หยุดเต้นระบำชั่วขณะ บางตัวยังไม่รู้ตัว ยังคงเต้นระบำไม่หยุดนิ่ง บางตัวเร่งจังหวะเท้าละลายน้ำแข็ง เธอจึงเปลี่ยนจากประโยคเดิมเป็นประโยคบอกเล่าว่า

อากาศร้อนจัง เปลวแดดที่หยุดเต้นเมื่อสักครู่ หัวเราะพากันลุกขึ้นมาเต้นรำกันอีกครั้ง

เธอจึงหยุดพูด ก้าวเดินต่อไป น้ำใสไหลจากตัวเป็นทางที่เธอเดินผ่าน

ระหว่างที่เธอเดินอยู่นั้น ก็มีเสียงตะโกนตามหลังเธอ

นี่เธอ

เธอหันกลับ เห็นก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งวิ่งถือร่มอันใหญ่ตามมา

เอาร่มไปสิเดี๋ยวก็ละลายหมดตัวพอดีหรอก ก้อนน้ำแข็งเล็กบอก บรรดาเปลวแดดบางตัวทำหน้าตาหงุดหงิดฉุนเฉียวกระโดดจากหัวเธอ ไปเกาะ ตรงไหล่ ตรงท้อง แขนและขาเธออย่างไม่สนใจ

ไม่เป็นไร ฉันอยากตัวเล็กเท่าคนอื่นบ้าง ฉันตัวโตเกินไป ไร้เพื่อน อย่างน้อยก็อยากตัวเท่าคุณ เธอพูด

ไม่มีบทสนทนาใดต่ออีก ระหว่างเดินไปนั้น บางส่วนของร่างกายของเธอก็ละลายลง กลายเป็นน้ำไหลเป็นทาง

ก้อนน้ำแข็งเล็กยังคงเดินตามห่างๆ

แต่เธออาจตัวเล็กกว่าฉันนะ ถ้าเธอไม่มีฉันเดินไปด้วยเพื่อเปรียบเทียบขนาด

เธอเงียบไม่ตอบ มุ่งหน้าเดินต่อไป

ก้อนน้ำแข็งเล็กยังคงเดินตาม ถือร่มบังเปลวแดดไม่ให้เต้นระบำสะดวกขึ้นบนหัวเธอ

เธอหยุดยืน หันมาบอกก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กอีกครั้งว่า

ไม่เป็นไรหรอก มีก้อนน้ำแข็งอีกมากมายที่ตัวพอๆ กับคุณ รอร่มบังแดดของคุณอยู่ จะเป็นการดี หากคุณให้โอกาสพวกเธอเหล่านั้น แทนที่จะมาเสียเวลากับก้อนน้ำแข็งผิดขนาดอย่างตัวฉัน เธอว่าและเร่งฝีเท้าเดินต่อไปข้างหน้า เปลวแดดเพิ่มจำนวนขึ้น เต้นระบำ หัวเราะร่า คงไม่เข้าใจภาษาในบทสนทนาของทั้งคู่

งั้นฉันเดินไปด้วยก็แล้วกันนะเธอ ก้อนน้ำแข็งเล็กบอก

ไม่เป็นไร ฉันอยากเดินไปกับเพื่อนใหม่มากกว่า เธอพูด หันมาทักทายบรรดาเปลวแดดตัวเล็กๆ นั้น ด้วยรอยยิ้มผ่องใส พูดจาภาษาของเปลวแดด พวกมันยังคงเต้นระบำไม่หยุดหย่อน หลอมละลายบางส่วนสำคัญของชีวิตเธอ ทีละเล็กทีละน้อย

ก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กจนปัญา หยุดยืนนิ่ง วางร่มลงบนพื้น แล้วหันกลับ เดินจากไปตามทางเดิม เปลวแดดบางตัวกระโดดเกาะบ่าติดตามไปด้วย ก้อนน้ำแข็งเล็กปัดเปลวแดดกระเด็น ตกบนลานน้ำแข็ง ไม่สนใจต่อการมีชีวิตอยู่ของพวกมันขอให้โชคดีแล้วกันนะเธอ ก้อนน้ำแข็งเล็กพูด

ก้อนน้ำแข็งสองก้อน เป็นแค่สองก้อนในล้านๆ ก้อนที่อาศัยอยู่บนผืนดาวดวงนี้

ระยะห่างของทั้งคู่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น บรรดาเปลวแดดร่าเริงสนุกสนาน บางตัวอาศัยอยู่กับเธอตลอดเวลา บางตัวหยุดพักระหว่างทาง เต้นระบำบนพื้นที่กว้างกว่า ตรงลานน้ำแข็ง

เมื่อเวลาวิ่งผ่านไป ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เปลี่ยนความสว่างเป็นสีดำมืดสนิท ลมพายุก้อนหนึ่งพัดมาจากไหนไม่ทราบได้ พัดบรรดาเปลวแดดทั้งหลาย หายไปหมดสิ้น เปลวแดดอายุแสนสั้น มีชีวิตแค่วันต่อวัน เมื่อพลบค่ำ หรือมีลมพายุ พวกมันจะสูญสลายไร้ความจำใดๆ อีก เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหรือท้องฟ้าโปร่งสดใสอีกครั้ง พวกมันจะกลับมาใหม่พร้อมใบหน้าร่าเริง เต้นระบำได้ทุกๆ ที่

เหมือนไม่รู้จักกลางคืน และสีดำสนิทของดาวน้ำแข็ง ที่อาศัยร่วมอยู่

เธอตัวเล็กลงแล้ว อาจตัวเท่าน้ำแข็งปกติแล้วก็ได้ ไม่มีใครยืนยัน เพราะไม่มีก้อนน้ำแข็งอื่นให้เปรียบเทียบขนาดได้ในตอนนี้ เธอหยุดเดิน หันหลังกลับไปทางเดิมที่เดินมา เธอบอกกับตัวเองอีกครั้งว่า "คงไม่มีทางตัวเท่าคนอื่นได้ หากไม่สามารถบังคับท้องฟ้าให้หยุดมืด หรือส่องสว่างได้ดังใจ เพื่อนเปลวแดดตัวน้อยเหล่านั้นก็คงคิดเช่นเดียวกัน"

เธอหยุดยืน ก้มหน้ามองตัวเอง ฉันก็แค่น้ำแข็งก้อนธรรมดาๆ ที่ขนาดไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้นเอง อย่างน้อยที่สุดแล้ว การละลายตัวเองในวันนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของฉันอับจน ถ้าหากคิดเปลี่ยนใจกลับหลังหัน เดินทางย้อนกลับไปยังสถานที่เดิม เพื่อพูดคุยกับเพื่อนเก่า ก้อนน้ำแข็งก้อนเล็ก

บนดาวน้ำแข็งกว้างใหญ่เวิ้งว้าง สุดลูกหูลูกตา ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น

ยังคงมีร่มน้ำแข็ง (ไร้ชีวิต) รอคอยน้ำแข็งหลงทาง วางอยู่ที่เดิม

นกฮูก

23มิถุนายน 2549

ใน "ดาวแห่งหนึ่ง"

ดาวอันไม่ใกล้ไม่ไกลจากดาวที่มนุษย์น้ำแข็งอาศัยอยู่

จะเรียกขานว่า "ดาวคู่ตรงข้าม" หรือจะเรียกว่า "เพื่อนดาวน้ำแข็ง" ก็ได้ ตามแต่จะเรียกขานกันไป

(ด้วยเพราะแต่ละกาแล็คซี่ ก็มีการเรียกขาน แทนชื่อนามกันไปต่างๆ นาๆ ไม่มีใครเรียกชื่อดาวของใครได้ถูกต้องจริงๆ อยู่แล้วมิใช่หรือ)

แต่เราจะเรียกมันง่ายๆ ว่า "ดาวแห่งหนึ่ง" ก็แล้วกัน

"ดาวแห่งหนึ่ง" เป็นดวงดาวที่มีทั้งทะเลทราย มีทั้งน้ำทะเล และมีผืนดินเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ

เฉกเช่นเดียวกับดาวโลกของท่านทั้งหลาย

เราเองเคยอาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีเพื่อนมากมาย มีครอบครัวน่ารัก มีเพื่อนฝูงคอยประคับประคองให้ชีวิตปลอดภัย ปราศจากอันตรายต่างๆ เข้าถึง

ณ จุดเล็กๆ จุดหนึ่งอันสมบูรณ์ของ "ดาวแห่งหนึ่ง"

เปล่าเราเป็นแค่ผู้อาศัยธรรมดา ไม่ใช่เจ้าของดาวอย่างที่หลายท่านคิด

แต่เราเองกลับเลือกที่จะหลบหน้าผู้คนที่เคยสนิทชิดเชื้อเหล่านั้น เดินเท้าโดยลำพังไปบนผืนทะเลทรายโล่งกว้าง ซึ่งมีเพียงดวงอาทิตย์ติดตามเป็นเพื่อน ไร้การสนทนาใดๆ กับสิ่งมีชีวิตยาวนานหลายล้านปีแสงแล้ว

ถูกที่ว่าเรากำลังเดินจนมาหยุดยืนอยู่ ณ จุดๆ หนึ่งบน "ดาวแห่งหนึ่ง" และนั่งลงเพื่อบันทึกเรื่องราวที่ผ่านพบ

ไม่มีเหตุผลในการบันทึก ไม่มีจริงๆ

ในเมื่อเราไม่มีเหตุผลใดๆ ต่างๆ แล้ว

การหยุดยืนนิ่งค้าง ก็คงจะไม่มีเหตุผลใดในการเดินจากมา เช่นเดียวกัน

(ในเมื่อเบื่อผู้คนเหล่านั้น ผู้คนที่มีทั้งคอยฟังเราพูด และผู้คนที่ไม่เคยฟังเราพูด เมื่อนับเป็นจำนวนคำแล้ว ย่อมไม่หวาดไหว เราก็จำเป็นต้องเดินทางจากมา ใช่หรือไม่)

เรานั่งนิ่งอยู่ตรงนี้ บางทีอาจนิ่งจนเกินไปนัก

เราจึงลุกขึ้นยืนบ้าง แสงแดดร้อนก็จริง แต่ร่างกายกลับรับไหว ไม่ได้ทุกข์ทรมานอย่างที่หลายท่านเข้าใจ หรือคาดเดา

จนอยู่ๆ ก็มีกระจกบานใหญ่โผล่พลวดจากผืนทรายตรงหน้า

เราวางปากกาและสมุดบันทึก หันมองกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์นั้น

เนิ่นนาน...

เมื่อเหลือตัวคนเดียว พบเพียงตัวเองยืนบนผืนทะเลทรายโล่งกว้าง มีเพียงดวงตาโผล่พ้นจากผ้าคลุมใบหน้าเท่านั้น เรากำลังยืนอยู่ที่ใดจริงๆ เราไม่รู้ รู้เพียงว่ามันคือ "ดาวแห่งหนึ่ง"

ราเริ่มคิดว่า-ทางที่เลือกเดิน ถูกต้อง

ลองทำแล้วได้ผล (ไม่สนใจฟังความคนรอบข้าง)

มุ่งหน้าเดิน จนพบกระจกเงาสะท้อนตัวเอง

เราเองฉลาดไม่เบา 
ค้นพบตัวเองอีกด้าน 
กลางทะเลทรายโล่งกว้าง

เราคิดเช่นนั้น...

ดวงตาใสๆ สองดวงของเรา ค่อยๆ เพ่งมองไปบนแผ่นกระจกเงานั้น ขนาดความสูงของมันเพียงแค่หัวเรา

ปากที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมหน้าจึงเริ่มขยับ แต่เราก็ไม่สามารถมองเห็นปากของตัวเองได้ ทั้งที่มีกระจกขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ

เราได้ยินเพียงเสียงตังเองพูดว่า "ฉันเอง"

ทุกอย่างดำเนินไปเช่นนั้น

เนิ่นนาน ต่อเนื่อง สืบไปอีก

จนเมื่อเดือนพ้นผ่านไป เราเริ่มพูดกับกระจกเงา เราพูดเพียงคำสองคำต่อวัน เมื่อดวงดาวเคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งไป คำพูดของเราก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ร่างกายของเราก็เริ่มขยับเขยื้อนเปลี่ยนท่า ผ้าที่คลุมค่อยๆ หลุดเลื่อนลง จนเห็นใบหน้าทั้งหมดของเรา

สะท้อนเต็มกระจกเงา

กระจกยังคงเป็นกระจก สะท้อนความจริงบางอย่างให้เราเห็น แต่น่าเสียดายมันไม่ได้สะท้อนเสียง กลับมาให้เราได้ยิน คำพูดมากขึ้น ไม่ได้แปลว่ามีความหมายมากขึ้น ดังนั้นจึงมีแค่คำว่า ฉันเอง หลุดจากปากของเรา

และแล้วดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนผ่านเราไป แสงแดดขาดหาย ละทิ้งเราให้อยู่เพียงลำพังจริงๆ เข้าแล้ว

ความมืดครอบคลุมแทนที่ กระจกเงาสะท้อนแสงกระพริบเล็กๆ จากท้องฟ้า มันเป็นแสงจากดาวดวงอื่น หลายล้านดวง

เรามองสิ่งนั้นผ่านกระจกเงา น้ำตาไหลลงอาบแก้ม ร้องไห้โดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ได้นอกจากนี้อีกแล้ว

เราทรุดตัวลงนั่งลงกับผืนทราย ตรงข้างบานกระจก

หัวเข่าที่ร้อนระอุ เริ่มเย็นลง

เมื่อเราสามารถมองความสวยงามจากสิ่งอื่นที่สะท้อนกลับได้ในวันเวลาที่เปลี่ยนไปรวดเร็ว มันจะไม่มีสิ่งใดอื่นอีกต่อไปแล้วบนดาวดวงนี้ ที่จะสวยงามเท่าเทียม

(เราไม่สามารถบรรยายฉากความสวยงามที่เห็น ออกมาเป็นภาษาไทยได้)

ไม่แปลก กระทั่งร่างกายของเราเองก็รับรู้ และสัมผัสได้

ในวันนี้ คำพูดมากมายอันมีความหมายสวยงามที่สุดของชีวิตจึงเกิดขึ้น มันไหลหลุดออกมาจากปากเรา แทบนับคำไม่ได้

เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อมีเราเพียงคนเดียว จึงไม่มีใครทราบได้ว่า สิ่งที่เราบันทึกในวันนั้น จนกระทั่งถึงกลุ่มคำที่พูดออกมาทั้งหมดในวันนี้ (มันมากมายพอๆ กับจำนวนดวงดาวที่เรามองเห็น)

จะมีค่าความหมาย... สำคัญต่อการจารึก

ฝังแน่นไปกับดวงดาว

นกฮูก

25กรกฎาคม2549