ในสมัยที่ผมยังเด็ก ผมตั้งใจไว้ว่า หากตัวเองไม่แก่ใกล้ตาย ผมจะไม่พูดเรื่องการเหาะได้ของตัวเองกับใครหน้าไหนทั้งนั้น
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครับ พ่อ แม่ หรือเพื่อนร่วมชั้น
ความตั้งใจนั้นแน่วแน่มาก บางครั้งผมต้องกล้ำกลืนฝืนทนเมื่อต้องอยู่บนหน้าชั้นเรียนว่า "ผมไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ ครับ" ผมตอบคุณครู เพื่อนในห้องบางคนกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ บ้างก็ปล่อยมันออกมา จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม แล้วก็กลายเป็นว่า เพื่อนทั้งห้องส่งเสียงหัวเราะออกมาสมทบ เป็นก้อนใหญ่
"ความสามารถพิเศษ" เป็นสิ่งที่ทุกคนในชั้นประถมต้องพูดถึง มันจะต้องถูกพูดตามหลังชื่อจริงของตัวเอง เวลาที่ต้องแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน ในวันแรกของการเลื่อนชั้นใหม่
ประถม 1-6 มัธยม 1-6 ราวๆ 12 ครั้งได้
แต่ผมก็ต้องพูดแต่คำเดิม ว่าผมไร้ความสามารถ ทั้งที่เพื่อนๆ ในชั้นเรียนประถมต้นของผม แทบทุกคนต่างมีความสามารถพิเศษ เช่นบางคนมีความสามารถในการเหล่ตา บางคนก็ลอกแบบเลียนแบบได้ และบางคนก็สามารถพัฒนาคำพูดของตนเองให้หล่อเหลากว่าความคิดข้างในได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ความสามารถเหล่านี้ เป็นที่ยอมรับในชั้นเรียน และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นที่ชื่นชอบของครูบาอาจารย์ และสังคมโดยรวมของประเทศที่ผมอยู่อาศัย
แน่นอน มันสร้างความประทับใจมากกว่าคำว่าไม่มีความสามารถใดให้กับคุณครูหน้าชั้น ทุกคนพากันหัวเราะคนไร้ความสามารถอย่างผม แต่ทุกคนก้ไม่ได้รังเกียจผม ก็แค่เล่าความสามารถ ไม่มีก็เป็นคนสามัญ เรียน เล่น กิน ปกติมนุษย์
แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ามันน่าน้อยใจ พูดตามตรง บางทีผมก็อยากพูดว่าผมก็มี แต่นั่นแหละหากพูดไปใครจะเชื่อ เหตุผลมีเพียงว่าหากมีผู้ล่วงรู้ เราจะถูกตัดออกจากสังคมส่วนรวมทันที
เราด้อยกว่ามันดีกว่า-เด่นกว่าคนอื่นประมาณนั้น นั่นเป็นความคิดในวัยเด็ก
ทุกคืนวันหยุด ผมจะออกมาซ้อมการเหาะ ที่หลังบ้าน เผื่อวันข้างหน้าจะได้ใช้งานได้ จากเหาะที่ได้ระดับต่ำๆ ก็สูงขึ้นๆ จาก 1 เมตร ก็ 2 เมตร 10 เมตร และสูงเท่าตึกระฟ้า ในช่วงเวลา 12 ปี
ทำอย่างนี้จนจบชั้นมัธยมปลาย เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว "ผมก็ยังเป็นคนไร้ความสามารถพิเศษเหมือนเดิม"
***
ผมจบจากมหาวิทยาลัย เดินเตร่หางานทำไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนไร้ความสามารถหางานยากโดยแท้ แต่ก็ยังได้ ผมไม่เลือกงาน ทำงานเท่าที่ทำได้ ซ่อนการเหาะได้ของตัวเองไว้เบื้องหลัง ทำงานจนอายุล่วงปี 30 ผมก็ลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจของตัวเอง ทำนู่นนี่สารพัด เพื่อหาเงิน เพื่อหาทอง
การเหาะเริ่มไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป ผมใช้ชีวิตแบบคนไร้ความสามารถพิเศษได้ดี จนบางครั้งบางทีผมก็ไม่ได้ฝึกซ้อมการเหาะ และหลงลืมวิธีการในที่สุด กลายเป็นคนสามัญธรรมดาไปเสียแล้วจริงๆ
ผมมีครอบครัว มีรถ มีบ้าน มีเงินเก็บ ตามลำดับ สามัญชนมาก เท่าที่มนุษย์คนนึงจะมีได้
***
"ผมก็เหาะได้นะ" ผมพูดกับภรรยาของผม และลูกชาย ทั้งสองคนพยักหน้า นั่งจ้องมองทีวีรายการมนุษย์เหาะ แล้วก็หันหน้ามามองผมอีกครั้ง ก่อนทุกคนจะหัวเราะเสียงดัง
"ไม่เอาน่าคุณ เราแก่ขนาดนี้แล้วนะ" ภรรยาผมว่า ผมมองหน้าลูก ใบหน้าตั้งคำถาม ผมจำต้องหัวเราะกลบเกลือ่น "พ่อล้อเล่นน่ะ คนเหาะได้คงไม่ใช่คนสามัญอย่างพ่อหรอก"
***
การเหาะได้เป็นเรื่องสามัญ ในวัยที่ผมอายุ 60 ปี ทางรัฐบาลส่งเสริม ให้มีหลักสูตรในชั้นเรียน และสร้างอาชีพมากมายต่อเนื่องรองรับคนเหาะได้ ไม่ว่าจะมีความสามารถระดับไหนในการเหาะ เริ่มต้นที่ระดับล่างสุด เป็นคนส่งอาหาร นักบริหารทางอากาศ การทางคมนาคมบนฟ้า จนไปถึงรัฐมนตรีน่านฟ้า ดูแลโลกอีกชั้นบรรยากาศ
เป็นสังคมชั้นสูงของประเทศ
สังคมชั้นสูง มีอำนาจแยกออกจากพื้นโลกชัดเจน
น่าเศร้าที่วัยอัน 60 ปี ผมพบว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีในตอนนี้ เขาคือเพื่อนของผมเอง
เพือ่นส่วนใหญ่ของห้อง เพื่อนที่มีความสามารถพิเศษต่างๆ ในชั้นเรียนประถมต้น