ตำนานนักปั่นไฟ
posted on 06 Oct 2009 11:41 by nokhook69 in Fictionผมบันทึกเรื่องราวเหล่านี้หลังจากกลับจากการถ่ายรูปบ้านของนักปั่นไฟได้สองวัน ก่อนที่วันถัดมา เขาจะเสียชีวิตลงอย่างสงบ ในมือมีมีดที่คาอยู่บนไม้สีทองที่ยังเหลาไม่เสร็จ ปิดตำนานของนักปั่นไฟคนสุดท้ายของโลกไปอย่างน่าเศร้า
ปากทางเข้าหมู่บ้านของนักปั่นไฟนั้น เล็กมากๆ ทีมงานของเราจำต้องจอดรถยนต์ไว้ที่หน้าปากทางเข้า และเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งระหว่างทางมีต้นไม้สีทองขึ้นอยู่โดยรอบ
หน้าที่ของผม คือติดตามบันทึกภาพของนักสัมภาษณ์ฝรั่ง เพื่อจัดทำหนังสือเบื้องหลังการทำงานของเขา ผมรับจ้างมันต่อจากบริษัทเอเจนซี่อีกต่อนึง เพราะชำนาญพื้นที่ และว่างงานพอดีในช่วงเวลานั้น และที่สำคัญค่าจ้างงานของผมถูกยิ่งกว่าถูก แตกต่างกันลิบลับกับนักสัมภาษณ์ฝรั่ง ซึ่งหากบอกชื่อคนสัมภาษณ์ไป หลายท่านก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ผมขอเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกัน
หน้าที่ใครหน้าที่มัน
***
ทีมงานของเราเดินทางออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางใต้ของเมือง สามสิบกิโลเมตร เราพบเจอบ้านของนักปั่นไฟวางอยู่บนพื้นที่นาข้าว มันเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ท่านสามารถพบได้ตามชนบททั่วไป บ้านหลังน้อยแสนธรรมดา แต่แตกต่างตรงที่ว่า บ้านทั้งหลัง ทำด้วยไม้สีทอง
ผมหยิบกล้องขึ้นบันทึกภาพสองรูป ภาพบ้านกลางทุ่งนาสีทอง และหลังของนักสัมภาษณ์ฝรั่ง
เมื่อเข้าไปยังตัวบ้าน เราพบชาวบ้านสองถึงสามคน กำลังนั่งเหลาไม้สีทองให้เป็นแท่งกลมๆ ยาวสักหนึ่งเมตรได้ วางซ้อนกันอยู่สี่ถึงห้ากอง และบนเรือน มีชายหนุ่มนอนเหลาไม้อยู่เช่นกัน ท่าทางของเขาเหมือนไม่ได้ป่วยอะไร ผมเดาว่าน่าจะเป็นนักปั่นไฟคนสุดท้าย
นักสัมภาษณ์ฝรั่งเข้าไปยกมือไหว้สวัสดี นักปั่นไฟก็ยกมือไหว้สวัสดี ผมก็ยกมือไหว้สวัสดี ผมจำบทสัมภาษณืภาษาฝรั่งไม่ได้ เพราะไม่รู้ภาษา ได้แต่เก็บภาพขณะนักสัมภาษณ์ฝรั่งทำงาน และนักปั่นไฟเหลาไม้สีทอง
เขาทั้งคู่ดูจะคุยกันถูกคอ หัวเราะร่าเริง ผมได้แต่ยิ้มเพราะไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะกันในเรื่องใด ได้แต่เก็บภาพ เพียงอย่างเดียว
เราอยู่ที่บ้านหลังนั้นนาน สองชั่วโมงเห็นจะได้ ผมเริ่มมีความสงสัยอย่างนึงในใจ แต่ไม่ได้ถามใครเลยในวันนั้นว่า ชายหนุ่มที่ป่วยใกล้ตาย กับกองไม้สีทองเหล่านี้มีประโยชน์อันใดต่อมนุษย์ชาติ ถึงมีคุณค่าเพียงพอจะถูกบันทึกเล่าขานสืบต่อไปยังมวลมนุษย์โลกในภาษาอันไม่ใช่ภาษาท้องถิ่น
ผมไม่ได้คำตอบ เพราะไม่ได้ถาม เสร็จงานผมก็แยกย้ายกับทีมงาน ส่งภาพให้บริษัท และรับเงินค่าจ้างรายวัน
หลังจากที่หนังสือเบื้องหลังการทำงานของนักสัมภาษณ์ฝรั่งฉบับที่ผมถ่ายภาพนักปั่นไฟออกวางจำหน่าย มันก็สร้างสถิติหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นใบเบิกทางให้ผมได้รับงานว่าจ้างถ่ายรูป ได้ไปอีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง ท้ายสุดผมก็ยังเป็นช่างภาพท้องถิ่นเหมือนเดิม แน่นอนรูปที่ถ่ายเป็นของบริษัท แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ผมก็ทำงานรับจ้างนั้นต่อไป
แต่นักปั่นไฟ กลายเป็นตำนาน หมู่บ้านถูกเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถนนทางเข้าหมู่บ้านขยายใหญ่ ปากทางเข้าหมู่บ้านมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของนักปั่นไฟยืนเหลาไม้สีทองขนาดใหญ่กว่าคนจริงๆ หลายเท่า มีคณะท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเยี่ยมชมบ้านไม้สีทองแทบทุกวัน วันละหลายพันคน
“เขาทำให้โลกสว่างขึ้นมากเลย” มัคคุเทศน์ประจำคณะทัวร์ชี้ไปที่รูปปั้น นักท่องเที่ยวชาวไทยพยักหน้า และเดินตามถนนไปยังบ้านของเขา
***
สองเดือนหลังจากนั้นผมถูกให้ออก ด้วยบริษัทไม่มีงานนอกเข้ามาแล้ว ผมน้อมรับโดยดี ตัดสินใจกลับบ้านนอก
ที่บ้านนอก ผมพบต้นไม้ประหลาด ขนาดเล็ก
ขึ้นอยู่หน้าบ้าน ผมเข้าไปดูใกล้ๆ เป็นไม้สีเงินลำต้นขนาดเรียวเล็ก ประมาณสองสามต้น
ผมมองดูรายละเอียดของเนื้อไม้ และแน่ใจได้เลยว่า มันเป็นไม้ชนิดเดียวกับที่นักปั่นไฟใช้ทำฟืนสำหรับนำไปเผาเพื่อใช้เป็นไฟส่องสว่าง
เป็นการทำฟืนเพื่อใช้ส่องสว่าง
แตกต่างกันเพียงแค่สีของไม้ เพียงเท่านี้เอง
ผมกลับเข้าไปในบ้านนั่งบันทึกเรื่องราววันนั้นลงคอมพิวเตอร์
ขอบคุณนักปั่นไฟคนนั้นที่ทำให้ผมรู้แล้วว่า สิ่งที่เขาทำนำเงินและอาชีพมาให้ลูกหลานเขามากมายเพียงใด ทำให้ประเทศของเรายิ่งใหญ่เพียงใด
และมันเหมาะสมแล้วที่จะได้รับการยกย่อง จากคนทั้งโลก




