คำตอบของอาจารย์

posted on 18 Nov 2009 00:46 by nokhook69 in News-Story
 ตอนที่แล้ว
FROM "Diy25 Do It Yourself" diy25@hotmail.com
ขอโทษนะครับที่ให้รอ พอดีผมติดประชุมเลยตอบช้าไปหน่อย                  
ตกลงว่าสิ่งที่ผมแสดงความรับผิดชอบว่าการแย้งและตั้งประเด็นมานั้นยังไม่ได้คำตอบ
เหตุเพราะทุกคนที่ทราบก็จะเริ่มใช้อารมณ์มากขึ้น
ผมก็คิดว่าผมจะใช้เวลากับมันมากไปแล้ว
คุณต้องการคำตอบ ผมก็ต้องการคำตอบ คุณบอกว่าคุณได้รับอิทธิพล
ส่วนผมบอกว่าคุณลอกมันก็ไม่จบ ผมอยากให้คุณเข้าใจว่า "เดินกลางฝน
ย่อมเปียกฝน"แน่นอน

คุณและผู้เขียนบทความข้างล่างต้องศึกษาศิลปะมากๆและเข้าใจด้วยว่า
เส้นแบ่งที่คุณทั้งสองพยายามแบ่งคืออะไร
คนเขียนภาพสร้างงานศิลปะที่ได้รับการยอมรับนาย ก
เขียนรูปขึ้นมาหนึ่งรูปเขียนจนเป็นที่ยอมรับจากสังคมวงกว้าง(ทั้งประเทศหรือรวมถึงต่างประเทศ)
นาย ข นำเอารูปแบบแนวทางไปพัฒนา เติมสีโน้น นี่ นั้น ต่อยอด (55555555555)
คุณทั้งสองช่วยตอบผมทีว่านาย ข ทำอะไรครับ ได้รับอิทธิพล
หรือลอกมาปรับเป็นของตัวเอง งั้นนักสะสมงานศิลปะต้องการงานนาย ก
ก็ไปซื้องานนาย ข ก็ได้ซิครับเพราะมันเหมือนกัน
งั้นงานศิลปะระดับโลกหรือในประเทศก็คงเหมือนๆกันหมด อืมมม น่าคิด
ผมอาจจะบอกว่า ผู้ที่นำเอาผลงานของคุณไปออกแบบเป็นโปสการ์ด อะไรนั้น
ไม่น่าจะอยู่ใน("มาถึงเคสแก๊ง เรื่องแรกคืองานกราฟิตี้
การที่มีคนเอาไปทำโปสการ์ดขาย> อันนั้นคือหมวดแรก
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องน่าประนามคนก็อปครับ)ทำไมคุณไม่คิดว่าเค้าต่อยอดงานของคุณล่ะครับ
ผมว่าในมุมมองของผม เค้ากำลังต่อยอดงานคุณอยู่(มันก็คือเคสที่สาม การต่อยอด
การได้รับแรงบันดาลใจ มาจากงานของศิลปินอีกคน )ในรูปแบบโปสการ์ด
(ที่เหมือนกับแอนดี้ วอลฮอล์ เอาภาพกระป๋องซุปมะเขือเทศ
มาสร้างเป็นงานศิลปะ คุณว่าศิลปินระดับโลกผู้นั้นทำอะไรครับ ลอก
หรือต่อยอดกลายป็นผลงานชิ้นแพงมากชิ้นนึง เอ.
.....หรือว่าคนทั้งโลกโง่ที่ไปให้ราคากับไอ้งานที่ลอกมาชิ้นนั้น)
แต่คุณกลับไปมองว่าเค้าลอกเพียงเพราะเค้ารู้จักการต่อยอดเอาผลงานของคุณไปออกแบบ
 
เป็นโปสการ์ดก่อนคุณซึ่งคุณคิดได้ช้ากว่าคนอื่นเสมอ
เหมือนงานออกแบบของคุณคิดว่ามันอยู่กับคุณมาตั้งนานแล้วบังเอิญคุณนำมันมาแสดงออกช้ากว่า
jeremy นั้นเอง(ผมพยายามช่วยคุณนะครับ) 
คุณควรเปิดใจกว้างนะครับ เพราะสังคม(ตัวผม)ที่ไม่ได้มีส่วนได้
หรือส่วนเสียอะไร
ที่บังเอิญหลุดเข้ามาในสังคมเล็กนี้เข้าจนเป็นประเด็นขึ้นมา
ผมเพียงแต่จะบอกคุณว่าคุณดีแค่ไหนถึงไปประจานคนอื่น
สังคมจะจัดการคนโกงเองครับ 
ผมว่าคุณออกมาสักนิดนึงดีกว่าครับ
โลกภายนอกมันกว้างกว่าที่คุณเห็นอยู่ทุกวันมากนะครับ ออกมาเถอะครับ
ทำผลงานให้สังคมกว้างยอมรับคุณดีกว่า
มองแค่ตัวเองและให้เพื่อนในชุมชนของคุณเฝ้าชื่นชมคุณ

AWAY FAR SO 
 
ขอบคุณที่ตอบครับ
แม้ว่าจะไม่ได้เแก้ประเด็นผมลอกฝรั่งเลยก็ตาม
ผมคงไม่เรียกร้องอะไรแล้ว เพราะดูจะเข้าใจไม่ตรงกัน
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผมก็ขอทำงานของผมต่อไป ในที่เล็กๆ ในโลกแคบ นี้ให้ดี 
ผมขอขอบคุณ ที่ท่านได้เสียสละเวลายกตัวอย่างอันมีค่ายิ่งนี้
ผมจะตั้งใจทำงานครับ สำหรับโปรเจคใหม่ งานศิลปะชิ้นต่อไป
ผมจะเชิญศิลปินทั้งไทยและเทศส่งงานมาให้ผม รวมเป็นงานของตัวเอง
แล้วแสดงงานโดยมีชื่อสตูดิโอของผมอยู่ในนั้นครับ
ขอบคุณครับ
นกฮูกดีไซน์ เชียงใหม่

Comment

Comment:

Tweet

ทุกครั้งที่คุยกัน มันไม่จำเป็นจะต้องเติมน้ำลงในชามเพิ่มเพื่อให้เส้นบวมน้ำก็ได้นี่ครับ กินไปก็ไม่ได้อร่อย แถมรสมันยังแย่กว่าเก่าด้วยซ้ำไป

การยกเครดิตว่าตัวเคยทำอะไรมา ไม่ว่าจะทำหนังสือ เป็นอาจารย์ ผู้บริหาร มันไม่เกี่ยวกันเลยกับเรื่องบางเรื่องจะพูดคุยหรือถกเถียง เนื่องด้วยคุณต้องการให้คนทั่วไปเห็นว่าความคิดของคุณนั้นถูกกว่า ดีกว่า จึงต้องหาอย่างอื่นโน้มน้าวน้ำหนักว่าคุณน่าเชื่อถือแค่ไหน คุณพยายามเล่าเรื่องที่แสดงให้ผู้อื่นนั้นรู้ว่าคุณมีความรู้มาก มีคนนับหน้าถือตา เพื่อที่จะนำมาหักล้างและสร้างน้ำหนักให้ตัวเองในการพูดคุย

เหตุผลและมุมมองที่คุณมองผลงานของ Nokhookdesign มันอาจจะเป็นละทฤษฎีกับที่พวกผมมอง คุณมองว่าไอ้นี่ลอก แต่ผมมองว่าไม่ใช่หรอก การมอง ลายเส้น สีสัน โครงสร้าง โดยภาพรวมเป็นเรื่องที่สำคัญและจะเป็นปัญหาถ้ามองแบบผิดๆถูกๆ ซึ่งถ้าคุณทำงานเป็นอาจารย์สอนเด็กด้วยอย่างที่เล่ามา การนำวิธีคิดลักษณะนี้ไปสอนเด็กให้มันจบมาเป็นแบบคุณเต็มบ้านเมือง มันจะเป็นเรื่องน่ากลัวไม่น้อยเลย

ว่ากันด้วยรูปแบบงานของ Jeremyville ถ้าเป็นมุมมองของคนไทยที่อยู่ในวงการบ้านเราสัก 6-7 ปีก่อน คงจะมองแบบตีบตันว่า "ก็แค่งานภาพประกอบที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ตอบโจทย์ ไม่มีคอนเซฟ" แต่ปัจจุบันพึ่งจะเริ่มมาพยายามเข้าใจกันหลังจากที่วงการกราฟิกบ้านเรามันบูมเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากงานของคนไทยบางส่วนเริ่มออกไปสร้างกระแสในระดับนานาชาติ มันเลยจุดประกายอะไรบางอย่างได้ จนพอมันบูมมากเข้ามหาวิทยาลัยที่สอนในสาขาออกแบบนิเทศศิลป์มีเด็กสนใจมาเรียนมากจนน่าตกใจ หลักสูตรก็ต้องปรับเปลี่ยนจากที่เมื่อก่อนสอนงานโฆษณาเป็นหลัก ก็ต้องมาวิชาด้านกราฟิกเพิ่มมากขึ้นจนแทบเป็นกระแสหลักแล้ว
ในสภาวะเช่นนี้ก็มีพวกโหนกระแสออกมาทำโน่นทำนี่เกี่ยวกับกราฟิกมากขึ้น เช่น จัดอีแว๊น จัดกิจกรรมทางวิชาการมากขึ้น ซึ่งโดยมากจัดกันก็เพื่อหาเงินจากสปอนเซอร์ หรืออาจะจัดเพื่อพีอาร์ Bold ตัวเองหรือพวกพ้องเข้าว่า เพื่อจะได้เป็นเทพ เป็นผู้รู้ในสายตาเด็กที่มาฟังๆ ไอ้ที่จัดเพราะหวังดีจริงๆ เปิดโอกาสให้คนในวงกว้างมีพื้นที่ ก็มีบ้าง แต่ค่อนข้างจะน้อยเอามากๆ

เมื่อสักช่วงปี 2003-2004 มีเพื่อนชาวมาเลเซียของผมคนนึงกำลังทำหนังสือกราฟิกรวมงานเองแบบบ้านๆ เน้นงานเอเซีย ส่วนอีกคนก็อยากจะจัดงานประกวด+งานแสดงกราฟิกเล็กๆในเมืองไทยบ้าง เลยอยากหาพาร์ทเนอร์จัดงานเป็นเรื่องเป็นราว ก็เลยถามผมมาทาง MSN กับ Email ว่าพอจะช่วยได้มั๊ย ...ผมเองก็แต่คนทำงานตัวเล็กๆไม่มีพาวเวอร์อะไร เลยลองโทรติดต่อนิตยสาร 2-3 เล่ม เพื่อจะเข้าไปคุยกับเขา

พอเพื่อนเดินทางมาถึงประเทศไทย ก็พาพวกเขาเข้าไปคุยกับนิตยสารเล่มนึงที่ติดต่อไว้ ผมและเพื่อนเข้าไปคุยกันแบบบ้านๆนี่แหล่ะ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีฟอร์ม แบกหนังสือต้นฉบับเล่มที่เพื่อนรวมๆผลงานเอาไปให้ทีมงานเขาดูด้วย หลังจากที่คุยกันและทีมงานดูงานในหนังสือเล่มนั้นจบ ด้วยท่าทางงงๆไม่แน่ใจ+เฉยเมยต่องานในเล่มเอามากๆ (ทั้งๆที่ผมดูแล้วชอบและตื้นเต้นสุดๆ) จากนั้นก็พูดตัดบทและเกทับประมาณว่านิตยสารที่เขาทำมีทีมงานอยู่ทั่วโลกอยู่แล้ว เดินทางไปดูงานออกแบบ นิทรรศการเกี่ยวกับงานกราฟิกบ่อยครั้ง และก็ลูบหลังด้วยคำพูดดีๆนิดหน่อยตามมารยาทที่ควรจะเป็น

หนังสือต้นฉบับที่เพื่อนผมแบกมาเล่มนั้นต่อมาคือ Territory และผลงานที่เอามาให้นิตยสารเล่มนั้นดูก็มีทั้งของ Devil Robots, FuriFuri, Phunk, Momorobo, Khan123 ตอนนั้นแต่ละคนก็พึ่งเริ่มมีชื่อเสียง บางคนก็ยังโนเนม ซึ่งตอนนี้แต่ละคนที่ว่ามาเป็นยังไงคงไม่ต้องสาธยายอะไรกันมาก

คนบ้านเรา ณ.ขณะนั้นยังไม่ค่อ