ตอนสมัยเรียนสถาปัตยกรรม ในรั้วมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวงของประเทศไทยนั้น ผมมีเรื่องแปลกใจข้อหนึ่งที่ผมพยายามหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่กล้าถามใคร แม้กระทั่งเพื่อนสนิท ด้วยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

ทำไมคำว่าไร้สาระ” (ในภาษาไทยและภาษาอื่นๆ ที่มีความหมายทำนองนี้) มักต้องถูกพูดตามหลังเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง’ (เรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องกับสังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ พรบ. ข้อกำหนด กฏหมาย สถาปัตยกรรม ศิลปะ ปัญหาโลกร้อน ความยากจน) ของผู้คนส่วนใหญ่บนดาวโลกใบนี้ทุกทีไป

เมื่อโตขึ้นมา (ไม่มาก) ผมเข้าทำงานประจำตำแหน่งกราฟิคในเมืองหลวง ผมก็พบว่า หน้าที่การงาน ค่าใช้จ่าย เงินทอง ครอบครัว ที่ดิน บ้าน สำคัญกว่าเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงพวกนั้นหลายเท่านัก

ผมรับงานมากขึ้น รับเงินมากขึ้น จนลืมเรื่องดังกล่าวไปโดยปริยาย ไม่มีความใคร่รู้ และคิดว่ามันเป็นเพียงกลุ่มคำ
ที่ใช้ต่อท้ายประโยคเรื่องไม่จริงพวกนั้นไปเสีย เป็นคำพูดเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุยของเพื่อนฝูงในวงเหล้า

ไร้สาระน่า

เชื่อไหมว่า มนุษย์น้ำแข็ง มนุษย์เปลวแดด หมาพูดได้ ชายหัวหมวกกันน็อค คนหัวหนู ชาวเมืองเดียวดาย (ไร้เพศ) จนถึง แมวที่มีถุงเท้าข้างเดียว ติดตัว

ล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนมาก่อน

นานๆ ที พวกเขาจะแวะมาดาวของเราบ้าง น่าแปลกดี ที่หลายคนไม่เคยเห็น หรือไม่เคยรู้มาก่อนว่าพวกเขามีตัวตน หรือแม้กระทั่งคนแบบผม คนที่มีงานประจำทำ กำลังคิดซื้อบ้าน และหาเงินเยอะๆ จะเก็บมาเป็นเรื่องราวบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ได้

คงต้องเล่าย้อนไปสักหน่อย ในคืนวันหนึ่ง พวกเขาเหล่านี้ มาพบผม และแจ้งบอกว่า ช่วยเขียนเรื่องราวเหล่านี้เป็นภาษาไทยให้หน่อย แค่เขียนไม่ต้องเผยแพร่ ไม่ต้องเล่าขาน ทำเหมือนเช่นบันทึกประจำวัน ทำเท่าที่ทำไหว ผมได้แต่พยักหน้า ไม่ได้บอกปัด ทั้งที่กองงานอันได้เงินได้ทองยังสะสางไม่เสร็จ

ทำเท่าที่ทำไหวผมพูดกับตัวเอง และคิดว่า งานบันทึก คงห่างไกลคำว่าไร้สาระ

เพราะมันก็คือปัญหา เป็นเรื่องจริงของเพื่อนร่วมจักรวาลเหมือนกัน
เพียงแต่เราไม่ได้อยู่ดาวเดียวกัน เท่านั้นเอง

ใช้คำว่า
ไร้สาระตามท้ายก็ดูจะรุนแรงเกินไปสักหน่อย

ในเรื่องบันทึก หรือในชีวิตจริง ความหลากหลายของผู้คนที่เล่าเรื่องให้ผมฟัง ย่อมมีทั้งเรื่องที่ดี น่าเอาเยี่ยงอย่าง และเรื่องที่ควรนิ่งเงียบ ปล่อยเลยผ่าน เป็นเพียงแค่การบันทึกเก็บไว้

บางตัว ใช้คำว่าไร้สาระตามท้ายได้ ผมไม่ว่า เพราะเขาเหล่านั้นก็ยังหลงทางอยู่ต่างดาว บางตัวยังใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่สนใจใคร่รู้เรื่องราวผู้อื่น ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่กลับบ่นเบื่อ ด่าทอ ไม่พอใจดาวที่ร่วมอาศัยอยู่ จากมนุษย์ธรรมดาอย่างเรา เริ่มกลายพันธุ์เป็นตัวประหลาดหลงดาวอย่างเช่นในบันทึกเล่มนี้ไปเสีย

ผมหวังไว้ว่า...สักวันหนึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะกลับมาเป็นคนปกติได้ในเร็ววัน ค้นพบดาวของตัวเอง ปล่อยให้ผมได้สะสางงานออกแบบ งานอันได้เงินได้ทองกองอยู่ตรงหน้า

ให้สำเร็จเสร็จสิ้น ลงเสียที

อนุกูล เหมาลา
เชียงใหม่ 2551

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เริ่มไปส่องกระจกว่ากลายพันธุ์ไปหรือยังนะbig smile

#1 By V@R on 2008-10-06 15:07

อา...เรื่องนี้มันเป็นมาแบบนี้นี่เอง

#2 By คาโตเน่ on 2008-10-06 15:10

กว่าจะกลับมาเป็นคนปกติคงสายไปมากแล้วครับ confused smile

#4 By desktop bomb on 2008-10-06 16:28

อยากเจอ มนุษย์เปลวแดด big smile
ครึ่งนึงผมก็เป็นมนุษย์ประหลาดนะ.. ผมเป็น"มนุษย์สังคม"ที่ชอบอยู่คนเดียวbig smile

#6 By GuGGGar on 2008-10-06 22:20

ฮัลโหล คงยังไม่ได้กลายเป็นกบใช่ไหม? (คนเขียนน่ะ)

ส่วนเราเป็นอึ่งอ่าง sad smile

กลายพันธุ์จากคนผอมไง หุหุหุ

#7 By nyanta on 2008-10-07 00:24

เป็นคำที่ไม่ค่อยได้ใช้เลยค่ะ.. @_@; น่าแปลกที่คนบางคนใช้มันบ่อยๆนะคะ...

#8 By Hayashi Kisara on 2008-10-07 04:55

ขอให้เค้าเหล่านั้นรีบๆ กลับมานะopen-mounthed smile
โอว น่าอ่านครับ
ยินดีด้วยกับหนังสือนะครับ
ปล. ออกแบบปกหนังสือสวยดีจังครับ
big smile

#10 By A+ on 2008-10-09 13:57