นักท่องเที่ยวหญิงวัยกลางคน (ผมสีทอง) สองคนยื่นแผนที่แจกฟรีให้ผม เธอทั้งสองถามผมว่า "ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของเมือง" ผมจิ้มนิ้วไปที่โซนประตูเชียงใหม่ บิดหมุนแผนที่ให้ได้แนวทิศอย่างที่คนทั้งสองต้องการ

ภาษาอังกฤษผมไม่ได้เรื่อง แต่ฟังออก ทั้งคู่ขอบคุณก่อนเดินออกจากร้านของเราไป เขาต้องการไปกลางเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านของเรานัก
หลายครั้งเหมือนกันที่ผมต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบนี้ หลังจากพวกเขาเดินเลือกซื้อโปสการ์ด หรือไม่ก็เสื้อยืด

เหมือนๆ กัน หลายๆ วันเข้า มันจึงดูเป็นสิ่งที่ต้องทำไปแล้ว คือบอกพิกัดที่คุณอยู่เพื่อให้คุณมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายใหม่ อย่างไม่ต้องลังเล

ไม่ต้องกลัวหลงทาง
อาจเรียกว่าเป็นชีวิตประจำวันก็ได้

วันนี้อาจเป็นบันทึกประจำวัน อีกวันหนึ่งก็ได้
เริ่มด้วยลำดับแรกสุดจะต้องบรรยายสิ่งรอบข้างร้านของเราเสียก่อน

ที่หน้าร้านของเรา มีร้านซ่อมมอเตอร์ไซน 1 ร้าน ซึ่งเปิดทำการก่อนเราแทบจะทุกวัน (แต่เขาหยุดวันอาทิตย์ เราไม่หยุด) ร้านมักจะเปิดเพลงลูกทุ่งเสียงดังในตอนสาย ด้านหน้าร้านของเราจะเป็นกำแพงวัด มักมีมอเตอร์ไซน์เก่าๆ ของนักพนันบ้านข้างๆ จอดอยู่อย่างนี้เสมอ จะเคลื่อนย้ายก็ต่อเมื่อเลยเวลาสองทุ่มไปแล้ว

ส่วนร้านของเราจะเปิดร้านตอน 10 โมงเสมอ แดดตอนเช้ามักแยงเข้าหน้าร้าน หมาตัวเมียวัยแก่ชราบ้านข้างๆ มักมานอนอาบแดดอยู่หน้าร้าน

ผมชอบเปิดเพลงหลายๆ แนว มีทั้งป๊อปธรรมดา เพลงไทย เพลงฝรั่ง เพลงแจ็ส เพลงญี่ปุ่น จนถึงเพลงบรรเลงไม่มีคนร้อง ผมว่ามันเป็นช่งเวลาเปิดร้านที่กำลังดี และเปิดเพลงกำลังเหมาะ แต่บางครั้งบางวันผมก็ไม่เปิดมัน และเลือกจะนั่งทำงานเงียบๆ

อันดับแรกสุดในการเปิดร้าน ผมจะเอื้อมมือเปิดหน้าต่าง ทั้งสามบาน ก่อนเดินไปเปิดประตูหน้า ยกธงญี่ปุ่นไปนอกร้าน กวาดพื้นร้าน รดน้ำต้นไม้ ทั้งไม้กระถาง ไม้ดอก ไม้ยืนต้น พวงแสด เดปต้นเล็กๆ หน้าร้านทั้งสี่ ก่อนจะเทน้ำในหิ้งพระ และเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ จุดธูปเทียนกราบไหว้ แล้วผมจึงจะนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวเล็กข้างหน้าต่างติดกับสำนักงาน เพื่อเทกาแฟชนิดผง ใส่ยังเครื่องชงกาแฟแบบกรอง ผมเทพอประมาณไม่มากไม่น้อย กลิ่นของกาแฟบดหอมมาก

 

มันเป็นกาแฟที่ผมไปซื้อเองยังร้านที่เขาทำเอง (เป็นสูตรเขาเองเลย) เป็นเกสเฮาส์ชื่อ ดวงดี อยู่แถวแจ่งศรีภูมิ เจ้าของร้านใจดีมาก

ผมเชื่อว่าใครได้ไปก็คงรู้ดี คนที่เคยพักที่นั่นก็คงรู้ดี

กลับมาเรื่องชงกาแฟ ผมจะหยอดเกลือป่นนิดหน่อยลงไป เพื่อความเข้ม ชงมันสำหรับสองที่เท่านั้น
ก่อนที่ผมจะเทกาแฟที่ชงเสร็จใหม่หมาดใส่แก้วสองใบ 1 ใบให้พี่เลี้ยง อีก 1 ใบของผม ซึ่งจะต้องเติมน้ำตาลและครีมเทียมในแก้วอย่างละ 1 ช้อน กาแฟร้อนกำลังดี หากทิ้งไว้นานเกินไปกาแฟจะเย็นใส่อะไรลงไปก็ไม่ละลาย จำต้องเททิ้ง
ผมว่า ผมชอบกินกาแฟร้อนๆ แบบนี้ที่สุด มันหอม และขมดี

ส่วนการชงกาแฟแต่ละครั้งมันก็ไม่เคยพอดี กาแฟจะเหลือในโถชงประมาณอีก 1 แก้วเสมอ และในที่สุดก็จะกลายเป็นน้ำ สำหรับรดต้นไม้กระถางข้างๆ ร้านไป

***

นักท่องเที่ยวฝรั่งชายสองคน เดินเข้าร้าน พูดภาษาต่างชาติที่ผมฟังไม่ออก (อาจเป็นฝรั่งเศส) ก่อนเขาจะเดินดูรูป ที่แขวน และพูดเป็นภาษาอังกฤษที่เข้าใจได้สักที

"เท่าไหร่ครับ"เขาถาม ผมชี้นิ้วที่ราคา ก่อนเขาดู แล้วก็วานให้ผมเอาลงมาหน่อย ผมว่าง่าย ดึงรูปลงมาด้านล่าง ก่อนเขาจะเลือกรูปนั้นไปที่สุด เพือนเขาอีกคนก็ซื้อเสื้อไปหลายตัว เขาบอกผมว่าซื้อโปสการ์ดชุดหนึ่งที่เราเป็นคนรวมงาน จากร้านคอฟฟี่ช๊อฟร้านหนึ่ง ย่านนิมมาน มันมีที่อยู่ของผู้ผลิต เขาจึงตามมาหาร้านเรา เอาจนเจอ เขาว่ายังงั้นก่อนจะยิ้มให้ผม ผมก็ยิ้มตอบ "ขอบคุณครับ" ผมว่า

ชายอีกคนนั้นวางมัดจำให้ผม 1000 บาท เป็น เขาถามผมว่า เป็นไปได้ไหมว่าเขาอยากได้รูปนี้ก่อน 6 โมงเย็นวันนี้ เพราะต้องขึ้นเครื่องกลับไปยังประเทศเขาแล้ว ผมพูดอ้อมแอ้ม นึกในใจว่าที่ไหนจะปริ้นให้ได้ทันทีบ้าง ก่อนพยักหน้า นึกวาดภาพว่าเหลือเวลาอีก 3 ชั่วโมง เพื่อไปร้านปริ้นช็อบละแวกบ้าน "น่าจะทัน" ผมตอบ เขายิ้ม เดินออกจากร้าน

"จะพยายามถึงที่สุดนะ" ผมพูดในใจ ทั้งสองกล่าวลา เดินออกจากร้านไป

***

ที่โรงแรมหรูที่สุดของเชียงใหม่ ผมเดินตามหลังพนักงานต้อนรับชายหนุ่ม เราพูดคุยเจรจากันพอสมควร โดยภาษาท้องถิ่น เขาถามถึงกระบอกงานที่ผมถืออยู่ "รูปวาดกาครับ" ผมพยักหน้า ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับรูปมากนัก ก่อนที่เขาจะถามราคา ผมบอกราคาอันแสนน้อยนิดไป "ไม่แพงครับ"

ลิฟท์เลื่อนขึ้นสู่ชั้น 4

ห้อง 421 พนักงานต้อนรับกดกริ่งหน้าห้อง ก่อนที่เขาทั้งสองจะออกมา พนักงานต้อนรับขอจากไป ทิ้งผมไว้กับเขาทั้งสอง ทั้งคู่รอผมอยู่ที่ห้องแล้ว เขาู่ใส่เสื้อยืดลายที่พึ่งซื้อไปจากร้านของเรา กระเป๋าในห้องหลายใบถูกแพคเรียบร้อยแล้ว ชายคนที่ซื้อภาพกล่าวต้อนรับผม เขาเชื้อชวนให้ดื่มกาแฟ แต่ผมกล่าวปฏิเสธ ผมกินมาแล้ว ผมยื่นม้วนรูปที่พึ่งปริ้นเสร็จใหม่หมาดให้เขา หลังจากร้านปริ้นช็อบใกล้ๆ บ้านเร่งงานลัดคิวให้ ชายทั้งสองขอบคุณมาก เขาให้เงินจำนวนที่เหลือสำหรับรูปนั้นกับผม เราสื่อสารกันแบบไม่ค่อยสะดวกนัก เขาพยามพูดช้าๆ ให้ผมเข้าใจ ผมพยักหน้าในบางประโยค แต่บางประโยคก็ยากเกินคาดเดา

แน่นอน บางเรื่องไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไรมากมาย ผมยื่นกระดาษให้เขา ขออีเมล และชื่อ เผื่่อแจ้งข่าวโครงการอะไรต่อไปในอนาคต เขารับไปนั่งเขียน ยื่นมันให้ผม เราทั้งสามยิ้มและจากลา
"โชคดี" นั่นคือคำพูดในภาษาของเราทั้งสาม

ผมขี่มอเตอร์ไซน์กลับร้าน ยามหน้าโรงแรมโบกรถให้ ผมก้มหน้าแสดงความขอบคุณพื้นฐาน ด้านนอกร้านฟ้ามืดมัว เหมือนฝนกำลังจะตก

***

 

หกโมงเย็นแล้ว นักท่องเที่ยวสองคนนั้นคงกำลังขึ้นเครื่อง พร้อมแบกกระบอกงานของผมกลับบ้านไปด้วย ด้านนอกร้านค่อยๆ มืดลง ลุงแก่ๆ ปั่นสามล้อ คงกำลังปั่นกลับบ้าน เด็กร้านของชำวิ่งเล่นหน้าบ้าน ช่างไม่กลัวรถชนเอาเสียเลย

ผมลองถ่ายรูป หน้าร้าน ต้นไม้ ร้านซ่อมมอเตอร์ไซน์ข้างบ้าน ด้วยสายตาของนักท่องเที่ยวดู
เผื่อมุมมองบางอย่างในตัวพวกเขา จะส่งผ่านสู่
ชีวิตประจำวันของผม
สู่สายตาคนอย่างผมที่เห็นมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Comment

Comment:

Tweet

เหมือน "ชิงช้าสวรรค์" ที่เค้าพูดถึงกัน... ^^เลย

...มีเรื่องราวสวยงามมากมายผ่านสายตา
แต่ความสวยงามมากมายก็ลอยผ่านไป...
โลกเรา บางทีก็น่ารักแบบนี้ละ

#9 By พี่อ้อ (58.147.43.177) on 2009-06-30 14:41

ก่อนอื่นใด วันนี้มากล่าวขอโทษทีเน้อ ที่ไม่ได้ไปเจอท่านศิลปินใหญ่ตามที่รับปากไว้ บางทีชีวิตเมืองกรุงนี่มันก็โหดร้ายนิดๆ กับคนบ้านนอกอย่างเราๆเนอะ ยังไงซะ ฮาก็ยังติดตามผลงานคิงอยู่นะเว้ย (เข้ามาดูบ่อย 55 )มีความสุขเว้ย เพื่อน

#8 By จ่าโจม (58.8.170.188) on 2008-02-25 12:23

แอบปลื้มแทนนะนี่

#7 By dreammy (124.157.236.28) on 2008-02-22 16:51

สบายๆดูมีความสุขจังครับ
อยู่กรุงเทพ คงหาช่วงเวลาอย่างนี้ยากconfused smile

#6 By sengkaraoke on 2008-02-22 13:17

big smile

#5 By nonworld on 2008-02-22 10:22

ผมว่าผมเห็นความสุขในเรื่องนี้ด้วยsurprised smile

#4 By GuGGGar on 2008-02-21 14:04

ชีวิตแบบนี้ดีจังเลยค่ะbig smile

#3 By Meowzilla Zilla on 2008-02-21 08:29

บางเรื่องไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไรมากมาย -- เราเชื่อแบบนั้นเช่นกัน
มีเรื่องราวซ้อนเรื่องราว มีภาษาซ้อนภาษา

แต่ชีวิตชีวีหาซับซ้อนเกินคิดตามไม่...

ชื่นชมครับ ชื่นชมbig smile

#1 By แมวร่อน on 2008-02-21 00:50