เด็กน้อยจากดาวแห่งหนึ่ง จำต้องเดินทางย้ายดาว
ดาวคล้ายๆ โลกของเรา ดาวคู่ขนาน เรียกอีกอย่างว่า ดาวเสมือน ใช้การเดินทางเพียงช่วงเวลากะพริบตาสองครั้ง จากด้านบนลงล่าง จากด้านล่างขึ้นบน ทำได้ง่ายดายเช่นนี้

ประชากรบนดาวนั้นคล้ายประชากรดาวโลก ทั้งการหายใจ และการพูดจา หากแตกต่างกันเพียงที่ว่า เมื่อต้องการสิ่งใดแล้วย่อมได้มาด้วยความง่ายดาย ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นลง ใช้เพียงวาจาเรียบง่ายกล่าวขอ เรียกร้องบางสิ่งที่ต้องการ

อาจเป็นเพราะดาวแห่งนั้นไม่มีกระดาษ หรือที่เราเรียกกันว่า "เงิน"ใช่แล้ว ดาวแห่งนั้นไม่มีต้นไม้ ใช้เพียงกระจกสะท้อนกลับได้ค่าภาพความถี่เป็นรูปลักษณ์ต้นไม้ สามารถกระจายออกซิเจนได้เฉกเช่นเดียวกับดาวโลก ประหยัดพลังงานด้วยวิธีหยิบยืมเพื่อนบ้านข้างเคียง ต้นไม้เป็นเพียงสัญลักษณืของอากาศสำหรับหายใจ ไม่สามารถผลิตออกดอกผลเป็นเงินตรา เฉกเช่นดาวโลก

สาเหตุอันเกิดจากการต้องเดินทางย้ายดาวในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะดาวที่อาศัยอยู่เป็นเพียงดาวคู่ขนาน ไม่มีอยู่จริง ดาวทั้งดวงเกิดจากเงากระจกสะท้อนกลับ จับต้องจริงไม่ได้ เมื่อถึงคราวหมดอายุการใช้งานของกระจกเงาในแต่ละล้านปี ราชาแห่งดาวจะบอกกล่าวแจ้งเตือนชาว ดาวเสมือน ว่ารีบเคลื่อนย้ายดาว เตรียมการล่วงหน้า อพยพไปสู่ดาวใหม่ๆ

ดาวโลกเป็นอีกหนึ่งดาวสะท้อนกลับนั้นด้วยเช่นกัน เป็นเพียงดาวสำรอง ในระยะเคลื่อนย้ายอพยพของ "ดาวเสมือน" รองจากดาวน้ำแข็ง และรองจากดาวอื่นๆ อีก 3 ดาว

หากเราสังเกตุให้ดี ในดาวโลกนี้จะมีประชากร "ดาวเสมือน" อยู่ถึงร้อยละ 60 ของดาว ประชากรบางส่วนอาศัยอยู่บนดาวโลกแล้ว ล้านๆ กว่าปี ผสมสืบพันธ์ ถ่ายทอดยีนส์เด่นของดาวตัวเองกันมานับไม่ถ้วน สามารถแยกประชากรบนดาวโลกอย่างง่าย โดยกล่าวเอ่ยถามมนุษย์เดินดินบนดาวคนใดก็ได้ว่า "คุณมาจากดาวเสมือนใช่ไหม" หากได้รับการส่ายหน้าหรือไม่ใส่ใจสนใจคำถามของเรา นั่นแปลว่า พวกเขาเป็นผลผลิตจากบรรพบุรุษของ "ดาวเสมือน" นั่นเอง

ความคล้ายคลึงหนึ่งเดียวที่สรุปได้ก็คือ ผู้คนบน "ดาวเสมือน" มักไม่สนใจต่อคำถามงี่เง่าไร้คำตอบเช่นนี้
พวกเขาใช้ชีวิตโดยการหยิบยืม หรือเรียกว่า "ก็อปปี๊" ดาวต่างๆ มานั่นเอง

เด็กน้อยจาก "ดาวเสมือน" นี้ก็เช่นเดียวกัน เดินทางมาอาศัยเป็นกลุ่มล่าสุดบนดาวโลก

เด็กน้อยเลือกลงยังผืนดินแห่งหนึ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ด้านหน้าประกอบไปด้วยนาข้าว วัวควาย และต้นไม้ใหญ่ ด้ายซ้ายมีชายไม่ทราบชื่อผู้หนึ่งคอยอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เขายืนอยู่บนถนนสายเดียวที่มีอยู่ เด็กน้อยเดินไปใกล้ๆ เขาเอื้อนเอ่ยถามกับชายไม่ทราบชื่อตรงหน้า ดั่งที่เคยฝึกซ้อมตระเตรียมโดยราชาดาวเสมือน

ที่นี่เป็นดาวของใคร ชายไม่ทราบชื่อแสยะยิ้ม ชี้นิ้วไปทางต้นไม้ใหญ่กลางลานนั้น บอกเป็นประโยคหนึ่งอันยาวเหยียดว่า

โดยแท้แล้วเราต่างเป็นผู้มาทีหลัง เกิดทีหลัง ต้นไม้ใหญ่นี้ เขาเองไม่เคยเดือดร้อนหยัดยืนต้นยาวนาน ผ่านกาลเวลาจนมีผู้บุกรุกยุ่มย่ามชีวิต สัตว์หลายตัว ยื้อยุดกิ่งก้าน เวลาผ่านล่วงอีกหลายชั่วนาน มนุษย์มีหมุดปักเข็มลงลึก ส่องวัดวาดภาพ บนแผ่นกระดาษ หมุดฐานมีเลขบอกตำแหน่งชี้ชัดกำหนดชื่อ และสกุล เป็นเจ้าของ หากอยากรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของดาว เจ้าต้องจ่ายค่าบอกเกล่าแก่ข้ามาก่อน

"ค่าผ่านทาง" เด็กน้อยคิดในใจ และตั้งใจจะถามอีกครั้ง แต่กลับได้คำตอบก่อนจะเอื้อนเอ่ยขยับปากบอก

เจ้าหนู อย่าได้ถามฉันเลยว่าทำไม จงรีบเสาะหากระดาษที่ทำจากต้นไม้ใหญ่นี้ ผลผลิตเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า "เงินตรา" เก็บรวบรวมกระดาษปึกใหญ่มาแลกในภายหน้า ที่แห่งนี้จะเป็นของเจ้า โดยไม่ต้องขออนุญาติต้นไม้ใหญ่นั่นแต่อย่างใด และนำมันมากำนัลแด่ข้า ทุกอย่างอันเกิดใหม่ครั้งนี้ เจ้าเองจะเป็นผู้กำหนดชะตาดาว

เด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็เคลื่อนย้ายตัวเองออกห่างชายไม่ทราบชื่อนั้น ไม่มีแม้การกล่าวขอบคุณ เด็กน้อยจางหาย ร่างกายโปร่งแสง ก่อนเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังดาวดวงอื่นอันไม่ไกลจากดาวดวงนี้

ไม่มีใครทราบว่าไปที่ใด นี่คงเป็นเรื่องยากสำหรับการตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่บนดาวแห่งนี้
ดาวโลก ดาวที่ต้องแลกทุกอย่างมาด้วยกระดาษ "เงินตรา"ปึกใหญ่
ผลผลิตอันเกิดจากเจ้าบ้าน ที่เราต่างเรียกขานเขาว่า
ต้นไม้

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ว่าด้วยโลกร้อนกา?

#1 By nyanta on 2007-07-18 21:53

อ่านตอนแรกเหมือนงงๆ แต่พอเข้าใจแล้วช่างคิดจริงๆ แจ่มมาก

#2 By kimja on 2007-07-19 00:02

อ้อ เพิ่งได้อ่านดีๆ

เอาน่า อีกเดี๋ยวเก็บเงิน ก็ได้กระดาษแผ่นนั้นมาเอง (ทำใจๆ)

#3 By nyanta on 2007-07-19 09:17

นี่ ขนาดไม่ได้เขียนมานานนะเนี่ย เขียนดีจัง