ไม่มีอะไรมากมาย ผมเพียงอยากพูดถึงอะไรบางอย่างในบ้านเมืองที่มีสื่อหลากหลายประเภทในปัจจุบัน
เหมือนอะไรบางอย่างที่จุกอก ยากจะเล่าให้ใครต่อใครในที่ทำงานเดียวกันเข้าใจ
ความอยากบางอย่างรุนแรง ผลักดัน ส่งผมให้มานั่งพิมพ์อยู่ตอนนี้

*******

4ปีก่อน ผมทำงานกับนิตยสารแจกฟรีที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรก มองเห็นหัวนิตยสารไหนก็มีแต่เสริฟนักท่องเที่ยว แน่นอนเราเป็นเมืองท่องเที่ยว จนได้มาทำกับตัว บางอย่างก็เข้าใจ บางอย่างก็ไม่เข้าใจ แต่ด้วยความต้องการพัฒนาวงการกราฟฟิคที่นี่แบบลับๆ (ความจริงแล้วผมจบสถาปัตย์ มีความต้องการอยากเป็นนักเขียน จึงอยากรู้กระบวนการการทำงาน แต่พอมาอยู่ในงานสิ่งพิมพ์จริงจัง ก็หันมาเอาดีทางกราฟฟิคเสียอย่างนั้น จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว)
งานศิลปะดิจิตอล มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำแบบใต้ดิน ค่อยๆ ปรับไป ไม่ให้ใครรู้ เพราะเอารูปถ่ายมาลงค่าจ้างเราก็ได้เท่าเดิม ทำภาพประกอบขึ้นใหม่ค่าจ้างเราก็ได้เท่าเดิม

พูดง่ายๆ "ทำไปก็เท่าตัว"
แท้จริงแล้วคนที่นี่ไม่ได้ต้องการศิลปะแนวนี้นัก ราคาค่างวดต่อรูปน้อยนิด ถ้าเทียบกับรูปถ่าย หรือศิลปะเพียวๆ
เป็นได้เพียงเจ้าหน้าที่เรียงพิมพ์
ด้วยอาจศิลปินมากมาย หลั่งไหลคับคั่ง มีที่ทางเฉพาะกลุ่ม งานทางด้านกราฟฟิคหาพนักงานโรงพิมพ์ที่ไหนทำก็ได้ เหมือนๆ กัน วิธีคิดทำนองนี้ ขับเคลื่อนเมืองไปด้วยสิ่งพิมพ์รูปแบบเดิมเมื่อสิบปีก่อนไปแบบนี้

แข่งกันที่ยอดพิมพ์ แข่งกันที่วันเวลาทำงานใครสั้นกว่า แข่งกันที่แอดโฆษณาใครมากกว่า
นี่แหละสื่อท้องถิ่น แจกฟรี วิธีคิดเรียบง่าย ได้ผล

นายทุนคนใหนไม่มองภาพรวมของเมือง วิถีชีวิตการบริโภคของคนเมือง ผมเห็นมาหลายราย ต้องม้วนเก็บเสื่อกลับกรุงไปก็นักต่อนัก (บางเจ้าทำได้ดี หนังสือสวย วิธีคิดร้ายกาจ รูปเล่มหล่อเหลา แต่ไร้แอดโฆษณาก็ต้องโบกมือลาเมืองนี้ไป)
ด้วยเมืองเป็นแบบนี้ หากเข้าเมืองตาหลิ่ว ไม่หลิ่วตาตาม ผลก็ต้องออกมาแบบนั้น ช่วยเหลือได้ยากจริงๆ

เชื่อไหมว่า คนเชียงใหม่ไม่ซื้อนิตยสารของคนกันเอง (ถ้าทำจากกทม. ขายได้ แต่ก็น้อย) ร้านเช่าหนังสือเบ่งบาน ราวดอกเห็ด อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ยื้อยุดกัน นิตยสารแจกฟรีโผล่ผุด วัดค่าขายของ ที่จำนวนหน้างานโฆษณา ร้านรวงเปิดใหม่ต้องพึ่งสื่อ ลงโฆษณา พีอาร์ตัวเอง
หากนับยอดจำนวนหัวนิตยสาร ก็เกือบๆ 20 หัว (ไม่นับพวกแผนที่แจกฟรี ซึ่งมีอีกกองพะเนินในหน้าเคาน์เตอร์โรงแรม)

บทความนิตยสารก็ไม่ได้ลงลึก ขุดคุ้ย เจาะละเอียด เป็นแต่เพียงตัวขั้นแบ่งงานโฆษณา หากใกล้จวนเจียนปิดเล่ม มีแอดเดินทางมาถึงไม่มีหน้าลง
คุณเป็นเจ้าของจะเลือกแบบไหน ลงบทความ (ที่ไม่ได้เงินซักบาท) หรือลงแอดโฆษณา

*******

ผมทำงานสิ่งพิมพ์มาพอรู้ดี ว่าลำพังความสามารถน้อยนิดจะไปต่อรองราคาค่างวดภาพประกอบ (อันอยากทำเอง) ที่ไม่มีใครต้องการเรียกร้องให้ทำ
ผมเองก็ได้แต่ทำในสายงานที่เราอยากทำ ค่อยๆ ปรับแต่ง กลมกลืนไปกับสื่อ ที่พูดว่าค่อยๆ ก็คือ ต้องค่อยทำทีละนิด ให้เมืองเกิดความเคยชิน ผู้บริโภคยอมรับ เสพงานใหม่ๆ มากขึ้น
ทำภาพประกอบโดยไร้ราคาจ้างงานมานาน 4 ปี ด้วยความสุข ไม่ได้เรียกร้องต้องการเงินก้อนมากมายมหาศาล ลิขสิทธิ์ผลงานของเรา ยังถูกเรียกเก็บโดย สำนักที่เราเลือกตีพิมพ์ ก็ทุกๆ เจ้าก็จะพิมพ์ว่า "ข้อเขียนและรูปภาพที่ตีพิมพ์ทั้งหมด เป็นของบริษัท..."
ก็เท่านั้น เรื่องของความอยาก"เส้นทางที่ผม แผ้วถาง"

มันมีแต่เพียงความภูมิใจ ที่อยากเห็นงานสิ่งพิมพ์แบบชาวบ้าน ยั่งยืน ไม่อายใคร ความต้องการเพียงคำสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ อยากยกระดับมาตราฐานงานท้องถิ่น
ปัจจุบัน สื่ออินเตอร์เน็ตก็ลงทุนน้อย ใช้สอยได้เย๊อะกว่า พลังงานสร้างสรรค์ปลดปล่อยไร้โฆษณาบังคับยอดพิมพ์ อาศัยมิตรรักแฟนงาน เป็นตัวค้ำชู ต่อยอดสมองคิดงานก้าวหน้า ผมแทบจะลืมตัวไม่อยากพัฒนาสื่อท้องถิ่นที่ทำอยู่ทุกวี่วันนี้แล้ว
ก็ในเมื่อทำในนามตัวเองสบายใจกว่า ไหงต้องมีชื่อแซ่นิตยสารพ่วงท้าย
แปรรูป ความคิด เป็นลายเสื้อยืด และโปสการ์ด ขายตรงไม่ดีกว่าหรือ

นับต่อแต่นี้ไป กราฟฟิครุ่นหลังๆ จบออกมา ถึงไม่มีค่าจ้างวาน ก็คงพออยู่ได้ หากหาที่ทางของตัวเองเจอ
ต่อแต่นี้ต่อไปนายจ้างคนไหนวิสัยทัศน์ด้านศิลปะ และวัฒนธรรมแข็งแรง มีเงินทองเหลือใช้ ต้องการอยากได้ภาพประกอบดีๆ ก็คงต้องจ้างวานด้วยค่าตัวสูงลิบแล้ว เพราะลำพังคำพูดที่ว่า "ถ้าไม่มีสื่อเธอก็ไม่มีที่ทางให้แสดงออกหรอก"
ก็คงไม่มีใครกล้าพูดแล้ว ถ้าพูดแบบนี้ก็แสดงว่าไม่เคยมองเห็นโลกแห่งใยแมงมุม ที่เข้าง่ายออกง่ายอย่างอินเตอร์เน็ตแห่งนี้

บางที-หากคนเหล่านั้นทันยุคสมัยและเสพงานอื่นๆ นอกจากสิ่งพิมพ์ในท้องถิ่น และคู่แข่งทางการตลาดที่นับเพียงจำนวนแอด และลูบคลำกระดาษที่เย็บรวมเป็นปึก เป็นเล่มบ้าง คงจะดีไม่น้อย
และหากเขาเหล่านั้น คนที่เกิดก่อนผมในเชียงใหม่ ยังมองอาชีพนี้ เป็นเพียงไม้ประดับสื่อเหมือนเช่นวันวาน

ผมเพียงจะแนะนำว่า เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย เพราะพวกพ้องมิตรสหายกำลังจะรวมตัวกัน ยกระดับมาตราฐานสิ่งพิมพ์ ที่แน่ๆ มันมากพอจะทำอะไรสักอย่างในโลกใยแมงมุมแห่งนี้ 

ส่วนในโลกความเป็นจริง ท่านก็จงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ให้ผู้คนยกย่องในหน้าที่กันตามสบาย
ผมคิดว่า "พวกเราต่างไม่สนใจนัก"

หากน้องๆ หนูๆ ที่อยู่เชียงใหม่ หรือใครก็ตามที่คิดจะย้ายถิ่นฐาน มาเดินตามรอยถางถากที่ผมแผ้วรอไว้ (ที่ไม่ได้เรียบนักนะ) ก็คงต้องยอมรับกับวิธีคิดดั้งเดิมไปก่อน เดินทางในสายงานนี้ด้วยระมัดระวัง ทำงานที่รักเก็บไว้ให้มาก
และพึงระลึกไว้ว่าอย่างหนึ่งว่า

"อย่างน้อยพวกคุณก็ต่ำต้อย แค่ในสายตาของคนไม่กี่คน และไม่ได้เดินในทางสายนี้-ลำพัง"

Comment

Comment:

Tweet

ใช่ครับ @kunruj

#16 By นกฮูกดีไซน์ on 2012-07-29 23:38

จบสถาปัตย์
โลโก้...นกฮูก
จขบ...จบจาก รม.พายัพรึป่าวครับ? confused smile confused smile confused smile

#15 By Ruj Rattanapahu on 2012-07-24 15:08

โอ่ว สุดยอด เข้าใจเลยครับ

#14 By BoatmasterZZZ on 2011-02-24 00:49

วงการสิ่งพิมพ์เป็นแบบนี้เกือบหมดแหละ
มีคนมากมายอยากเข้ามา แต่ก็ถอนตัวออกไปไม่น้อย
ไม่ง่ายเลยจริงๆ

#13 By มีนมีน on 2009-09-22 14:47

พูดได้ดีครับ ฟังแล้วรู้สึกดีที่มีคนที่มีมุมมองแบบนี้ใน ชม.

#12 By LIBERTINE.THINK (119.42.78.161) on 2009-09-22 11:18

จริงด้วยเนอะ
หนังสืองี้มีแต่โฆษณาน่าเบื่อจิงๆ

#11 By minebow on 2009-07-02 20:46

งานประจำทำเลี้ยงชีพ

จินตนาการ และพลังงานที่เหลือ

ก็เอาไปทำไรก็ได้ที่เป็นตัวเราจริงๆ

#10 By พี่หนุ่มพลังม้า (125.25.186.244) on 2007-10-11 17:03

ผมเห็น"อะไรสักอย่าง" เพิ่งออกมาให้โหลดไปดูกันแล้ว ต้องบอกว่า...มันเป็น"อะไรสักอย่าง" ที่ทำให้เกิด"อะไรหลายอย่าง"กับหลายคน ทั้งที่เดินอยู่บนทางเส้นนี้ และกำลังจะเข้ามาเดินครับ
และมันเป็นสิ่งที่ดีมากด้วย
ผมคิดอย่างงั้นนะ

#9 By GuGGGar on 2007-06-17 19:39

เห็นใจครับ คนอาชีพเดียวกัน แต่คนทำงานกราฟฟิกถึงไม่รวยก็ไม่อดตายหรอกครับ ส่วนใหญ่จะทำอะไรได้หลายๆอย่าง ผมเชื่อว่างั้นนะ แต่เรื่องลิขสิทธิ์ในบ้านเรากฎหมายยังไม่คุ้มครองคนทำงานอย่างที่ว่านั่นแหล่ะ ..

#8 By ChuNg (125.24.241.202) on 2007-06-16 03:08

อ่านแล้วก็ทั้ง
หวั่นใจ และหวังใจ
ไปพร้อมกันเลยครับ

#7 By +JaCKuLa PuPPeT+ on 2007-06-15 23:41

สู่่ ต่อไป ครับ

ผมว่ าเหนื่อยกัน ทุก ๆ อาชีพ แหละครับ

ถ้า จบวิศวะไป ก็ ยังไม่แคล้วเป็นลูกจ้างครับ สมัยยนี้ มันไม่ง่าย สำหรับธุระ กิจ

ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง Graphic Design เท่าไร หนะครับ แต่ เชื่อว่า พวกพี่ๆ ทุกคน ต้องทำด้วยใจ จริงไหมครับ ^^

#6 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-06-15 22:54

ศิลปะิดิจิตอล ความงามทางศิลปะที่ตีค่าเป็นเงินเพียงน้อยนิด
แลกกับเคดิตตัวเล็กๆ เหนือผลงาน
เฮ้อ.................. ี่

#5 By aunaun on 2007-06-15 18:02

อ่านแล้วเกิดอารมณ์>>>>>>>>>>>Seeeeddddddddddd

#4 By P aom (61.7.155.242 /61.7.155.242) on 2007-06-15 17:23

เฮ้อ เมืองไทยนี่คับ
จบไปทำไรดีหว่า

#3 By Heartsmurfs on 2007-06-15 17:21

นี่แหละหนา โลกของคนทำหนังสือ ที่คนมองว่าสวยหรูและดีดดิ้นอยากมาทำ เอิ๊กๆๆๆ
(แต่พวกเราก็ไปทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วจริงๆอ่ะนะ)

ว่าแต่ คับข้องใจอะไรเนี่ย??? มันก็งี้แหละ เค้าเน้นงานถูกๆ ไว้ก่อนเป็นยอดดี (งานดีๆ เราก็เก็บไว้ทำเอง สบายใจเฉิบๆ)

#2 By nyanta (124.157.236.177) on 2007-06-15 16:02

โลกแห่งความจริงครับเอิ่กๆๆๆ

#1 By nonworld on 2007-06-15 15:02