ขณะนี้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ได้จับกุมสินค้าฮิพพอพ ของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ขายนักศึกษา อย่าได้นำสินค้าอันไม่ใช่วัฒนธรรมล้านนามาขาย หรือสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรม ถนนคนเดินเราสนับสนุนสินค้าพื้นเมืองเท่านั้น...ถนนคนเดินวันนี้ก็...

เสียงนั้นไม่จบประโยค เสียงประกาศตามสายออกมาจากลำโพงตัวเขื่องใกล้กับแผงของผม ผมวางกระดาษโปสการ์ดของตัวเองลง ทั้งที่ยังวางแผงตัวเองไม่เสร็จ เดินมุ่งไปยังกองอำนวยการด้านหน้า ด้วยอะไรไม่ทราบสะกิดบอกเตือนให้ผมทำอะไรสักอย่าง ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินสอบถามผู้ประกาศเสียงตามสายนั้น

ขอเอกสารนโยบายการวางขายของ สินค้าถนนคนเดินหน่อยครับ ผู้ประกาศอายุราวๆ 60 กว่า คงงง กับลูกจู่โจม แกชี้นิ้วโบ้ยใบ้ไปที่เจ้าหน้าที่เทศกิจ 2 คน ซึ่งนั่งอยู่ในศาลา (ผมมาทราบชื่อภายหลัง หลังจากการสนทนา ไม่ขอเอ่ยนามก็แล้วกันนะครับ) ผมแจ้งขอเอกสารนโยบายการขายของในภาษาไทยกลาง แต่ไม่มี เจ้าหน้าที่คนใดสนใจนัก จนผมต้องบอกว่ามาจากสื่อๆหนึ่ง เป็นสื่ออิสระกำลังทำสกู๊ป และเปลี่ยนเป็นคำเมืองในการสนทนา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงออกตัว เขาไม่ได้นำเอกสารติดตัวมา ถามที่เขาได้เลย

มีอะไรหรือเปล่า น้องมาจากไหนเขาสอบถามผม มองผมด้วยอาการไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นัก ด้วยผมไม่มีทั้งสมุดปากกา ไม่มีเทปบันทึกเสียง หรือนามบัตรตัวแทนแสดงความเป็นสื่อ มีแต่กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะหูคีบแสดงฐานะ

ไม่มีอะไรมากครับ ผมเป็นแค่สื่ออิสระ กำลังทำเรื่องถนนคนเดินพอดี ผ่านมาเดินเล่น จึงอยากถามข้อมูล ว่ามีเกณฑ์อะไรมาวัดสินค้าใดผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม สินค้าไหนเป็นสินค้าพื้นเมือง แฮนเมดเจ้าหน้าที่นิ่งไป ก่อนตอบ

มันก็ง่ายๆ นะ ว่าแบบไหนพื้นเมือง หรืองานแฮนเมด ก็ดูที่งานเลย

สินค้าฮิพพอพ ไม่ใช่สินค้าวัฒนธรรมเหรอครับ ถึงต้องไม่ให้ขาย

มันไม่ใช่สินค้าพื้นเมือง

ทั้งที่เป็นสินค้าที่คิดขึ้นเอง งานสินค้าประเภทออกแบบผ่านคอมพิวเตอร์ (กราฟิคดีไซน์ เขาไม่เข้าใจคำนี้) ผ่านกระบวนการอัดขยายรูป แบบโปสการ์ดล่ะครับ

เจ้าหน้าที่ทั้งสองส่ายหน้า คอมพิวเตอร์ไม่ถือว่าเป็นแฮนเมดนะ ถึงจะออกแบบเอง

ทั้งที่คิด และทำเอง มีเพียงที่เดียว

ใช่ เพราะ มันเป็นดิจิตอล มันเป็นกระบวนการเทคโนโลยีโลกใหม่ ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่ละ มันไม่ใช่แฮนเมดเลยล่ะ

งั้นรูปถ่าย?

บางอันถ้าเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายวัด แล้วไปทำให้เป็นขาวดำ หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เราก็อนุโลม

ถ้าไม่ใช่วัด เป็นหมาแมว หรือเป็นสิ่งที่พัฒนามาจากความเป็นล้านนา เป็นฟ้อนท์ เป็นภาพวาด (ดิจิตอล) หรือมีความคิดที่แตกต่างออกไปจากการถ่ายวัดวาอาราม ก็ไม่ได้สิครับ

ก็ต้องดูที่งานอีกที ว่าสื่อความเป็นล้านนา ไหม เป็นเชียงใหม่ไหม

ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง นึกในใจว่า แล้วใครจะเป็นผู้จัดหมวดหมู่ แบ่งสรรประเภทงานเหล่านี้ได้ในหมู่มวลเทศกิจทั้งหลายหลากผู้ทำงานอยู่ในเครื่องแบบ หากเขายังไม่เข้าใจศิลปะประยุกต์ สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่ง

วัฒนธรรมอันหลายหลากบนโลกใบนี้

เทศกิจคนนั้น บอกลากเลื่อนเก้าอี้มานั่งคุยกันดีๆ ผมจึงลากเก้าอี้ใกล้ๆ มานั่งตั้งคำถามใหม่ บอกเป็นตัวแทนของกลุ่มดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่ง ที่อยากดึงเอาศักยภาพชาวล้านนาในสายคอมพิวเตอร์ (กราฟฟิคดีไซน์ อธิบายไปก็คงไม่เข้าใจ) มารวมตัวเพื่อสร้างกระแสระหว่างวัฒนธรรมใหม่ กับเก่าอันมีสิ่งพิมพ์เป็นหลัก มีที่พอให้แสดงออกไหม ที่ถนนคนเดิน ใจจริงก็ทราบดีว่า คงไม่ปัญญามาต่อสู้นำสินค้าไร้สาระในสายตาคนเหล่านี้มานำเสนอหรอก

เพราะคงไม่ต่างกันกับ กรณี หนังเรื่อง แสงศตวรรษ โดนตัดฉาก และห้ามฉายในไทย ทำเหมือนคนทำงานศิลปะอันแตกต่างจากกระแสนิยม เป็นดั่งเหมือนพวกลักลอบค้าของเถื่อน ทั้งที่ ข้อกำหนดในพรบ. มีแค่ว่า ห้ามทำผิดศีลธรรมอันดีงาม เท่านั้นเอง ซึ่งไปถามใครก็รู้ ว่ามันกว้างยิ่งเสียกว่าคนจบปริญญาเอกสาขาภาษาไทย จะให้คำตอบได้ และก็รู้ๆ กันอยู่ว่า หนังบางเรื่องมีฉากล่อแหลมนับสิบฉาก กลับไม่เป็นไร

แต่ผมก็ยังอยากถาม อยากปูทางดู ว่าความหวังการเป็น HUB ระหว่าง ความสุดโต่งของสินค้าพื้นเมืองแท้ๆ (สินค้าพื้นเมืองเก๊ ผ้าแม้ว กิ๊บติดผมปัญญาอ่อน) กับวัฒนธรรมชาติอื่น มีความเป็นไปได้ที่จะมีจุดเป็นกลาง แบ่งพื้นที่ สร้างเวทีแสดงออกให้คนรุ่นใหม่ ยังอยากสร้างงานดีๆ และแตกต่างอยู่ และลืมเหล่า สายตาของคนในระบบ ที่ใช้วิธีคิดแบบเดียวตัวเดียว (เผด็จการ) มองงานศิลปะบางอย่างเป็นเพียงวัฒนธรรมน่ารังเกียจ ถึงขั้นจับกุม ห้ามขาย

*********

ก็คงไม่ได้แล้วนะ เพราะพื้นที่มันเต็ม ก็ต้องให้โอกาสคนที่มาก่อนเขาขายไป งานเทศกิจก็เหนื่อยนะ ถนนคนเดินไม่เละเหรอหากเราไม่ทำงานหนัก จัดการเด็ดขาด

ครับผมเข้าใจ แต่ว่าการสร้างศูนย์กลางอันเป็นพื้นที่ให้เด็กรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ผ่านงานออกแบบ โดยใส่ความเป็นล้านนาลงไป ก็ไม่สามารถเกิดได้สิครับ หากไม่มีที่ทางให้แสดงออก คนที่อยากมาสร้างตรงนี้ก็คงทำเปล่า ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะให้เด็กที่เล่นสเก็ตบอร์ด ตรงนู้น มาดูงาน แล้วบอกว่า ผมจะไปลองทำตัวเมืองแบบงานพี่กลุ่มนี้ดู ในบอร์ดผม

น้องก็ต้องเข้าใจนะ เดี๋ยวนี้เมืองมันขยาย คนอยู่ในเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเมืองแล้ว เป็นคนที่อื่น ทีนี้วัฒนธรรมก็เปลี่ยน คนเมืองจริงๆ อยู่รอบนอกหมด อาหารการกินคนเมืองจริงๆ ยำเตาอย่างนี้ เห็ดถอบอย่างนี้ อยู่รอบนอกหมด ทุกสิ่งเสริฟนักท่องเที่ยวไว้ก่อน เราก็ต้องควบคุมอนุรักษณ์ของๆ เราไว้ พูดตรงๆเลยนะ เจ้าหน้าที่เทศกิจ ขยับเก้าอี้มาใกล้ผมกว่าเดิม

มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก บ้านเรามันเป็นแบบนี้มานาน จะไปทำแบบน้องว่ามันก็ยาก เหนื่อยเปล่า

แสดงว่า เราต้องไปเริ่มที่นโยบาย ใช่ไหมครับ กับระบุเกณฑ์ตัดสินสินค้าใหม่ ให้ผ้าแม้วขายได้ เพราะเป็นสินค้าท้องถิ่น ให้ผ้าเมืองอันเกิดจากการผลิตจำนวนมากๆ ขายได้ ผมชี้ไปที่แผงใกล้ขายเป็นโซนๆ ไป ห้ามขายสินค้าอื่นอีก

ถนนคนเดินเราไม่ได้แบ่งโซนจากประเภทสินค้านะ ความจริงแล้วทุกเจ้าต้องขายความเป็นพื้นเมือง แต่ตอนนี้มันเละ

ผมเห็นบางร้านก็ไม่ได้ขายของพื้นเมือง สินค้าโรงงานก็มีมาก

ใช่ บางทีเราก็ไปไล่ไม่ได้ อันนั้นก็มีเส้นบ้าง น้องคนนี้ลูกคนโน้น ก็ลำบากใจ

งั้นอีกหน่อยสินค้าก็มีซ้ำๆ กัน คนเดินก็จะเข้าใจว่าไปที่ไหนก็มีสิครับ มันก็อยู่ได้อีกไม่นาน

ก็ต้องยอมรับว่า ไม่นานแน่

ครับ ขอบคุณพี่มากครับ ที่สละเวลาคุย เดี๋ยวผมจะไปขอเอกสารที่เทศกิจอีกทีนะครับ พี่ชื่อ....ใช่ไหมครับผมขอจบการสนทนา เทศกิจบอกไปถามได้เลย ผมยกมือไหว้คนทั้งสอง ก่อนกลับไปแผงตัวเอง

หลังจากนั้น ผมมานั่งคุยกับทีมงานว่าเราสามารถทำอะไรต่อได้ดี จะทำสกู๊ปจริงๆ ไหม แต่แล้วก็มากไป ลำพังปัญญาทำมาหาเงินก็เหนื่อยหนักไม่มีกองทุนหาข้อมูล ก็ลำบาก ก็สัญญาว่าจะมาอัพบล็อกไปก่อนแล้วกัน

ข้อมูลวันนี้ความจริงมันมีมากกว่านี้ ด้วยอารมณ์ผมตอนที่เดินดุ่มไปถามเหมือนยั้งไม่อยู่ ทั้งที่เป็นคนไม่เคยโวยวายเถียงใคร แต่คราวนี้เท้ามันพาไป ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ก็ถ้าหากเราไม่สนใจเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาปรับใช้ หรือปิดกั้นตัวเองให้อยู่กับสิ่งเก่า อนุรักษณ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยลืมไปว่า โลกเกิดจากการหลอมรวม คนเก่าตายจาก คนใหม่แทนที่ ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันก็มีแต่จะตายดับ

บางอย่างต้องอยู่บนหิ้ง รอวันไร้ค่า

บางอย่างลุกล้ำ ควบคุมแบบผิดทิศ ปิดกั้น ปิดหู ปิดตา ทั้งที่มีตั้งหลายอย่างที่คนจะเสพได้ ใช่การมาห้ามโน่นห้ามนี่แบบไร้วิจารณญาน
ช่องว่างตรงกลางหายไปไหน?

อยุธยาตอนต้น อู่ทอง รับอิทธิพลของศิลปะทวารวดีและศิลปะขอมพัฒนาพระปรางค์มาจากทรงขอมโบราณที่แข็งแรงมีเหลี่ยมมุม ก่อนปรับเป็นสมัยอยุทธยาตอนปลายที่มีความอ่อนช้อย ของเรือสำเภาโบราณ
พระพุทธรูปล้านนาที่เรากราบไหว้ในวัด รับอิทธิพลมาจาก 2 สาย 1 คือศิลปะปาละเข้ามาทางอาณาจักรพุกามของพม่า และอีก 1 รับอิทธิพลมาจากสุโขทัย บ้านพี่เมืองน้อง
ซุ้มประตูเก่า ๆ ที่เราเห็นก็ได้รับอิทธิพลอื่น ๆ เช่น จีน พม่า และไทใหญ่
บ้านเรือนที่ปู่ย่าตายยายอาศัยอยู่ เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นก็จริง แต่เมื่อวันหนึ่งอิฐกับปูนถูกกว่าไม้
เรายังคงยืนยันจะเข้าป่าตัดไม้สร้างบ้านเรือนเครื่องผูก ไม่ใช้ตะปู (ทั้งที่ไม้ฝาเชอร่าราคาถูกและมดปลวกไม่เจาะกิน) เหมือนเช่นวันวานอย่างนั้นหรือ

พัดลมตั้งโต๊ะที่ขายถูกๆ ตัวละ 300 กว่าบาท ในโลตัส สาขาหางดง เชียงใหม่ ยังมีเลขหนึ่ง สอง และสาม ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้คนล้านนา ไม่ใช่มีเพียงแค่สปีด Hi กับ Low เพียงสองอย่าง
ช่องว่างตรงกลางหายไปไหน? หรือว่าเป็นแต่พื้นที่ว่าง ที่กลวงเปล่าของสมอง

หากการสร้าง HUB ให้เป็นจุดเชื่อมต่อโลกทั้งสองนั้น ดูจะเป็นเรื่องแปลกหรือยากเกินผู้มีอำนาจบาทใหญ่จะให้ความสำคัญ หันมาดูแลลูกหลานในอนาคตของตัวเอง แทนที่จะเอาเศษเงินไปโปรยหว่านกับป้ายหาเสียง หรือสิงพิมพ์จำนวนมหาศาลในช่วงการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่จะถึงนี้
แต่มองสิ่งพิมพ์อื่นเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ควรแทรกมุดอยู่แต่เฉพาะในดิน

ทางสายกลาง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อยังทรงมีชีวิตอยู่
ก็เปล่าประโยชน์ที่จะไปนั่งพูดว่า
อิทธิพลฮิพพอพกับล้านนาส่งผลอะไรกับลูกหลานของเราในอนาคต

*******

ปล. 1. ไปร่วมแสดงความคิดเห็นใน เว็บไซต์ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ได้ที่นี่ครับ

2. บทความเดียวกันในบอร์ด ของประชาไท สื่อออนไลน์ที่ไว้ใจได้ของไทย
3. โปรเจคสร้าง HUB(HO! Design) การรวมตัวของกราฟฟิคดีไซน์ในเชียงใหม่ ที่ว่า มีเว็บเป็นทางการที่นี่ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึง จุดประสงค์ ดั่ง เดิม จะมีถนนคนเดิน เื่พื่องาน ท้อง ถิ่น อต่ เห็น ด้วยว่า ทุกอย่าง ควรมีจุดเปลี่ยนที่พอเหมาะ

ผมชอบ ช่วงแรกๆ นะครับที่มี การแสดง เช่น ช่วงนั้น กระแสองค์บาก มันแรงมาก จนมีคน เอามาโชวฺ์กัน

รู้สึกว่า เคยมีคน พูด ถึงเรื่องนี้ ในFree Magazine ชื่อ "COMPASS" นะครับ

ไม่เห็นด้วยกับการปิด กั้นใน การเปลีี่ยน แปลงในแง่ บวก ครับ

#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-05-28 09:53

คนบางคนก็แค่แก่กะโหลกกะลา จมจ่อมอยู่กับความคิดเฒ่าๆเหลาเหย่ ไม่รู้จักเปิดหูเปิดตา ยึดติดอยู่กับวัฒนธรรมสมัยพระเจ้าเหาที่โคตรเหง้าตัวเองก็รับมาจากชาติอื่นเหมือนกัน (ไม่เว้นแม้แต่วัฒนธรรมของฝรั่งดั้งขอที่มันดูถูกดูแคลน)

พวกนี้เอาแต่ด่าฝรั่งตะวันตกว่าไร้รากอย่างนั้นอย่างนี้ ภูมิใจลำพอง หยิ่งผยองว่าตัวเองมีวัฒนธรรมอันเลิศหรูเก่าแก่ หารู้ไม่ว่าสมัยที่เมืองจีนเค้ารุ่งเรือง อียิปต์เค้ารุ่งโรจน์ พวกเรายังเป็นมนุษย์หินมนุษย์ถ้ำกันอยู่เลย ยังถือสากถือค้อนตีหัวกันโป๊กๆ เราไม่ได้เก่าแก่หรือว่าขลังอะไรนักหนาถึงขนาดที่ว่าจะหยิ่งจองหองพองขนไม่ยอมรับอะไรของชาติอื่น แน่จริงสมัยโปรตุเกสล่องเรือมาทำไมไม่ไล่มันไปเหมือนที่ไล่เด็กฮิพฮอพล่ะ

ไม่รู้จะด่าอะไร อยากจะบอกว่าคนพวกนี้ มัน "ง่าว" จริงๆ

#2 By nyanta on 2007-05-28 09:59

น่าเห็นใจคนทำงานนะคะ ในเมื่อการตัดสินใจอยู่ที่กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง
ที่มองโลกแบบแคบๆ ปิดกั้นสิ่งใหม่ๆ จะทำอะไรแต่ละอย่างก็ทำได้ยากเหลือเกิน
แต่เราต้องไม่ท้อนะคะ ต้องพิสูจน์ให้เค้าเห็นให้ได้ ว่าเราสามารถผสมผสานวัฒนธรรมเก่าและใหม่เข้าด้วยกันได้
อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดจริงๆ
แต่คงจะยากถ้าฟังจากบทสนทนาที่ผ่านมา
นอกจากว่า เราจะหาที่ทางของเราเอง แต่ก็นั่นแหละ อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการยอมแพ้รึเปล่า

#3 By *บลาสต์ on 2007-05-28 10:00

ขอบคุณความคิดเห็นที่1 ครับ แต่ Free Magazine เล่มดังกล่าว ผมทำงานประจำอยู่ครับ ไม่เห็นว่าเคยมีใครกล้าลงครับ

#4 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-05-28 10:04

ถ้า Free Magazine ฉบับไหนกล้าเล่นเรื่องนี้ ฉันจะดีใจด้วยคน

#5 By nyanta on 2007-05-28 10:07

ฮู๊สสส หน้าแตก เล็กน้อย แต่ เห็น เคย พูด กลายๆ ในตอน ว่า ถนนคนเดินที่เปลี่ยนแปลงไป อะไร ประมาณนี้ หนิครับ

#6 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-05-28 10:50

อ่านแล้ว แทบลมจับ
นี่เราๆ เป็นสิ่งแปลกปลอม ของเชียงใหม่งั้นหรือนี่..

ตูจะบ้า

#7 By kryse555 (203.150.116.213) on 2007-05-28 11:08

ไม่ได้เข้่าบ่อยจำแอดเดรสตัวเองไม่ได้ว่า.....
ทามมาย เมื่อตะวาโดนมันเล่นแหมละกา ป้าอย่างปี้สู ขายมาหลายปี ดีดัก กรูยังเหนื่อยยยยกับพวกมารรรรรเลย แล้วสู หละ ต้องใช้ความอดทน ตอแหล คุยกับมันไป พะยาม ปรับทุกข์กับมันนนน นะ นะ โอ๋ คนดี อย่าโมโห จะแก่เร็วววว

#8 By พี่อ้อมงัย (61.7.155.242 /61.7.155.242, 61.7.155.242) on 2007-05-28 11:19

ศิลปะไม่ควรถูกจำกัดด้วยวิธีการหรืออุปกรณ์ การอนุรักษ์ไม่ได้แปลว่าแตะต้องไม่ได้นะครับ

#9 By wesong on 2007-05-28 11:45

เคยขายของที่ถนนคนเดินเหมือนกัน (ตรงกลางโซน นศ.) การทำเรื่องก่ไม่อยากอย่างที่คิด แต่เรื่องปิดกั้นก่ยอมรับว่ามีอยู่จริงๆ เพราะมีแผงนึ
สังเกตุได้เลยว่าเป็นของแฟนเทศกิจอ่ะ แล้วก่เป็นของโรงงานชัดๆ ใครๆก้รู้กันดีง่ายๆเลยว่าการแบ่งแยกมักมาจากเส้นสาย แต่มีพี่เทศกิจคนนึงเราว่าดีนะชื่อประจบอ่ะนอกนั้น.........เฮ้อ..การปิดกั้น (-_-")

#10 By FoN (202.69.139.194) on 2007-05-28 12:21

ขออนุญาตินำข้อความของ Sub magazin มาโพสนะครับ

ผมว่า ถนนคนเดินเชียงใหม่ น่าจะเปิดพื้นที่ให้เด็กเชียงใหม่ บ้าง..
ก็ลูกหลานคนเมือง เราๆทั้งนั้น
กว่าที่จะคิด กว่าที่จะผลิต มันไม่ได้ง่ายๆ
ต้องศึกษามาเท่าไหร่ ต้องลองผิดลองถูกมากขนาดไหน
ร่ำเรียน วิชาต่างๆมาจากโรงเรียน มหาลัยฯ

อย่างน้อยๆ การเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ การสอนทำสกรีนผ้า
การสอนการถ่ายรูป.. การสอนเย็บปักถักร้อย
ก็มีอยู่ในหลักสูตรของ แทบทุกสถาบันการศึกษาในเชียงใหม่..

หากว่า ทางเจ้าหน้าที่ ถนนคนเดินเชียงใหม่.. เห็นว่า สิ่งเหล่านี้
เป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ ไม่ใช่วัฒนธรรมล้านนา ไม่ใช่วัฒนธรรมเชียงใหม่ แล้ว

ผมก็จนปัญญาจริงๆ
ที่จะได้เห็น วัฒนธรรมร่วมสมัย ที่มันจะพัฒนากันได้ต่อไป

เมื่อผู้ใหญ่ ไม่เห็นความสำคัญ
เมื่อผู้ใหญ่ ไม่สนับสนุน
เมื่อผู้ใหญ่ เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ มันไม่ใช่ความเป็นเชียงใหม่ ไม่ใช่ความเป็นล้านนา

เด็กๆ เราๆ ก็ตั้งใจคิด ตั้งใจทำ ตั้งใจนำเสนอ
เชื่อแน่ว่าไม่มี เด็กคนไหนหรอกครับ ที่คิดจะทำลายวัฒนธรรมล้านนารึวัฒนธรรมเชียงใหม่

อยากให้ ผู้มีอำนาจหน้าที่ ช่วยพิจารณา ด้วยครับ

#11 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-05-28 12:28

เรื่องการอนุรักษ์แบบเถรตรงของเจ้าหน้าที่เทศบาล เป็นเรื่องน่าสนใจมากเลย มันสะท้ิอนให้เห็นว่า เขาเหล่านั้นคิดว่า "การอนุรักษ์วัฒนธรรม" หมายถึงอะไร คือการต่อท่อออกซิเจนเลี้ยงคนสมองตายรอปาฏิหาริย์ หรือคำการเรียนรู้เพื่อเกิดการสร้างเสริมจากสิ่งที่ส ะสมมา

ผมไม่คิดว่าวัฒนธรรมจะตายได้หรือสูญหาย ถ้า่เรารู้จักเอามันมาใช้ให้เหมาะกับกาละและเทศะ แต่วันหนึ่งเราอาจสูญเสียมันไปได้จริงๆ ถ้ารู้จักแค่ใส่กรงไว้ในที่สูงให้คนกราบไว้

#12 By progman (61.7.168.201 /61.7.168.201, 61.7.168.201) on 2007-05-28 14:08

ถ้าคิดว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรม คิดว่าต้องเป็นสินค้าพื้นเมือง งั้นคนไปเที่ยวไม่ต้องเดินออกจากบ้านกันไปเลยเหรอครับ เข้าใจนะครับว่าอยากจะอนุรักษ์สินค้าพื้นเมืองให้คงอยู่ แต่ก้อน่าจะลองคิดถึงคนอื่นบ้าง ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่วัฒนธรรรมดีๆ มันยังคงอยู่ ถ้าคิดจะอนุรักษ์กันจิงๆ ทำไมไม่แบ่งเป็นชั้น เป็นโซน เป็นหมวดเป็นหมู่ ละครับ ไม่น่าปิดกันความคิด เหมือนผมไม่มีอาชีพ ทำงานประเภทถักทอไม่เป็น ไปหัดแล้วมันไม่เข้าสมอง(อ่อง ออ ขี้เลื่อย) แล้วจะให้ผมไปทำอะไร ความถนัดของคนมันไม่เหมือนกัน เค้าคิดเค้าทำ ก้อจะไปยุ่งกะเค้าทำไม คนเหมือนกันก้ออย่ามาปิดกั้นกันเลยครับ หัดเห็นคนอื่นบ้าง ถ้าเดาไม่ผิดเรื่องนี้ต้องมีฝ่ายที่เสียประโยชน์แน่ๆ ทำให้ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้ อยากให้ถนนคนเดิน จบไปพร้อมๆ กับคนเฒ่าคนแก่ เหรอครับ

#13 By เด็กหอ (203.146.5.60) on 2007-05-28 14:24

สู้ๆ นะนกฮูก

#14 By สุด on 2007-05-28 14:26

เข้าใจคุณนกฮูก และเพื่อนกราฟิคชาวเชียงใหม่ เลยล่ะ....
เพราะคนบางกลุ่มยังคิดกันแบบนี้ ประเทศไทยจึงมีงานสร้างสรรค์น้อยลงๆ
กับกำแพงที่สร้างขึ้นมาเอง ว่าอย่างนี้ได้และอย่างนี้ไม่ได้
คนไทยกลัวการเปลี่ยนแปลงหรืออย่างไรทั้งที่อยู่ในสังคมที่มี่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การที่มีคนรุ่นใหม่พยายามสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่และเก่า นั่นคือการทำให้เกิดการผสมผสานกันได้อย่างแนบเนียนไม่ใช่หรอ???
สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต่างมีการปรับตัวเพื่อการอยู่รอด วัฒนธรรมก็เหมือนกันมันมีการผสมผสานกันมาตั้งนมนาน

เค้าน่าจะดีใจนะ ที่คนรุ่นใหม่พยายามที่จะสร้างสรรอะไรใหม่ๆ เพื่อบ้านเมือง

#15 By makuCLUB on 2007-05-28 14:54

จากคุณเต้ยครับ

วันหนึ่งในอนาคตอันยาวไกลข้างหน้า
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมของเทศบาลนครเชียงใหม่คนหนึ่ง เพิ่งค้นพบฐานข้อมูลของเว็บไซต์จังหวัดเชียงใหม่แต่โบราณ หลังจากเปิดอ่านดูได้กว่าครึ่งค่อนวัน เขาเดินเข้ามารายงานหัวหน้า ...
"หัวหน้าครับ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปีพุทธศักราช 2550 ผมพบหลักฐานว่า เชียงใหม่เราเคยมีสิ่งที่เรียกว่าถนนคนเดิน และเราเคยมีสิ่งที่เรียกว่า ฮิพฮอพ"
"แล้ววัฒนธรรมพวกนี้หายไปไหน" หัวหน้าถามหน้างงๆ
"หัวหน้าครับ ผมก็รู้จักคำว่าฮิพฮอพเท่ากับท่านเหมือนกัน จากหลักฐานในฐานข้อมูล พบว่ามันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เกินไป จนเจ้าหน้าที่สมัยนั้นสั่งห้าม"
"อืมมม มีเหตุผล เดี๋ยวผมต้องสั่งหน่วยงานสืบสวนวัฒนธรรมให้สืบค้นประวัติของ 'ฮิพฮอพ' แล้วนำมาเผยแพร่ เรากำลังขาดแคลนวัฒนธรรมดีๆ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหดหายไปเยอะเลยในปีนี้ ...
"แล้วถนนคนเดินล่ะ หายไปไหนแล้ว"
"จากข้อมูลที่ผมมี คาดว่าพอเจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นเริ่มแก่และเสียชีวิตไป ถนนคนเดินก็ตายตกตามกันไปแล้วครับ เพราะไม่มีอะไรใหม่ๆ ทำให้ความนิยมเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว"
"งั้นเหรอ ... อ้าวงั้นเดี๋ยวเราจะรื้อฟื้นถนนคนเดินขึ้นใหม่เพื่อต้อนรับแผนการท่องเที่ยวปีหน้าแล้วกัน"
"ครับ"
"เอ้อ อีกเรื่องหนึ่ง ... อย่าลืมใส่คุณวัฒนธรรมที่เรียกว่า ฮิพฮอพ เข้าไปด้วยนะ เราจะเล่นจัดเป็นงาน "ตามฮีตสล่าฮอพ" ดังระเบิดแน่นอน"

#16 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-05-28 15:31

ความรู้สึกการวัดมาตราฐานของเทศกิจ มองสินค้าพื้นเมืองจากการ Make sense

แต่อยู่บนพื้นฐานของ Non sense

มันเป็นความต่างของวัฒนธรรมอย่างชัดเจน คนที่อยู่ข้างวัฒนธรรมเก่าทำไมจะไม่ต่อต้านวัฒนธรรมต่างชาติเหมือนของแปลกปลอม ผมก็รอดูอยู่จริง ๆ ว่า สักวันมันจะมีให้เห็นฮิปฮอปที่เป็นล้านนา เหมือนที่ บีคิงร้องเพลงเก๊อะเหว๊อะ ผมเองก้ไม่ได้ฉลาด ทรง คุณวุฒิ หรือ อายุมาก แต่ก็อยากวิจารณ์ฮิปฮอปเหมือนกันนะว่าบางครั้งภาพรวมมันดูไม่ดีเท่าไหร่ ประเทศนี้มีคนเสพวัฒนธรรมนี้กันกี่คน คนแก่คนเฒ่า ผู้ใหญ่วัยทำงานย่อมมี และ คิดแตกต่างบ้างมากมาย

คำถามคือทำไมคนที่ต่อต้าน และ คนที่ถูกต่อต้านในมุมมองของวัฒนธรรมถึงไม่หาจุดที่พอดีตัว

เดี๋ยวนี้ฮิปฮอปมาแรงมาก เหมือนจตุคาม จะเอาอะไรไปต่อต้านวัยรุ่นได้ ห้ามขายที่นี่ ก็ไปนั่งขายที่อื่นก็ได้ จริง ๆ แล้วผมว่ามันคือความต้องการเอาชนะใช่ไหมที่บางคนต้องมาขายที่นี่ให้ได้ ทั้งที่ย่านการค้าสามารถสร้างขึ้นด้วยกลุ่มสังคมฮิปฮอปเองด้วยซ้ำ

#18 By bsr (222.123.209.18) on 2007-05-28 16:00

คุณ bsr ครับ ผมว่าลองอ่านอีกรอบไหมครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ ที่ฮิพฮอพ เลยครับ

ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะเรียนสายศิลปะประยุกต์ไปทำไม ในเมื่อจบออกมาแล้วเด็กๆ มีจิตสำนึกที่ดีอยากเอารากเหง้าของเก่าแก่มาหลอมรวมกับเทคโนโลยีใหม่ เลี้ยงชีพเฉกเช่นสายงานศิลปะอื่นๆ นอกเหนือจากวัฒนธรรมคู่ตรงข้าม

#19 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-05-28 16:19

แหม้ๆๆ สนุกดีจังวุ้ย

ใช่ๆ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ฮิพฮอพ เจ้าของบล๊อคและชาวคณะ ไม่มีใครเป็นเด็กแร่พโย่ว เพียงแต่พวกเราก็เห็นใจ และเข้าใจ อยากให้มีคำว่า "ทางสายกลาง" เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ถ้าคิดว่าคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมันทุเรศทุรัง เรียนไปเพือรับใช้ไอ้ชาติตะวันตกอย่างเดียว มันไม่อาจนำมาสานต่อวัฒนธรรมกะโหลกกะลาของคุณได้ งั้นก็จงถอดมันออกไปจากหลักสูตรซะสิ ให้เรียนแค่เขียนภาพเป็น pure art แบบเมื่อก่อนก็พอแล้วสิ คนเรามีวิชาความรู้เพื่อเอามาประยุกต์ใช้นะคะ ไม่ได้มีไว้เพื่อถ่ายรูปรับปริญญาแล้วจบกัน

บ้าบอจริงๆ
พระพุทธเจ้าท่านว่าให้เดินตาม มัฌชิมาปฏิปทา ทางสายกลางนะคะ

#20 By nyanta on 2007-05-28 17:16

มาตรฐานของเมืองไทยมันไม่มีที่แน่นอน
เค้าใช้ความรู้สึกมาแบ่งแยกมากกว่าสิ่งที่เราๆเห็นกันเรื่องที่คุณนกฮูกพุดคล้ายกรณีเดียวกับการเซ็นเซอร์ที่เกิดในวงการต่างๆตอนนี้จริงๆครับ

#21 By nonworld on 2007-05-28 17:41

ผมไม่ค่อยอ่านอะไรยาวๆบ่อยนัก พออ่านแล้วขึ้นเลยครับ...(ขนาดผมไม่ใช่คนเชียงใหม่นะเนี้ย)

ผมก็เจอไอ้เรื่องที่คล้ายๆแบบนี้เหมือนกันครับ เพียงแต่ต่างกรรม ต่างวาระเท่านั้น.... ก้ได้แต่บ่นไปครับ ไม่รู้จะทำยังงัยเหมือนกัน....ไอ้ผมก็แค่คนตัวเล็กๆในสังคมคนึง.......

*วันนี้มาซีเรียสแฮะ.... *

#22 By Monkiji321 on 2007-05-28 18:00

มาตกใจด้วยคนครับ

ไม่ว่าฮิพฮอพ ล้านนา กราฟิก ผมก็เห็นว่า ล้วนเป็นดอกผลของวัฒนธรรม และพัฒนาการของอารยธรรมทั้งสิ้น เพราะแม้จะเป็นฮิพฮอพ กราฟิก หรือสิ่งที่เขาเรียกว่า "วัฒนธรรมตะวันตก"อะไรนั่น มันก็คนไทยทำ ไม่ใช่ติดมากับอุกกาบาตเสียที่ไหน

ว่าแต่ว่างๆ จะแวะไปนะครับ ^^

#23 By ัmgaston (58.9.130.108) on 2007-05-28 19:24

ใครบางคน ชอบที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรม แบบ สตัฟฟ์ มันเอาไว้

เราจึงมี วัฒนธรรมที่ตายแล้วอยู่เต็มไปหมด

แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

เพราะมันขายนักท่องเที่ยวได้!!

#24 By bact' (210.213.18.230) on 2007-05-28 20:15

เหอะๆ ผมว่าปัญหาแบบนี้คงเป็นปัญหาของคนในยุคสมัยนี้เลยล่ะครับ ไม่เฉพาะเจาะจงที่เมืองไทยหรอก คนตัวเล็กมักจะโดนเบียดให้ไม่มีที่ยืนเสมอ ส่วนคนตัวใหญ่ก็ได้พื้นที่ว่างมากมายไปใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยกัน

#25 By kimja on 2007-05-28 23:30

กลับมาอ่าน อีกครั้ง..
ด้วยหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง..ที่เกิดขึ้นในหัว..
อาจจะยาวหน่อย แต่ก็ขอแสดงความเห็นอีกที

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ทุกๆคน ทุกๆฝ่าย ต่างมีเหตุผล ของตัวเองเป็นที่ตั้ง
ผมอยากจะแสดงจุดยืน ว่า ผมอยากให้ทุกๆคนเข้าใจกัน ไม่อยากเห็นใครทะเลาะกัน
ไม่ว่าจะเกิดด้วยเรื่องเล็ก หรือ เรื่องใหญ่ แค่ไหนก็ตาม..
เรา น่าจะมีจุดยืนของตัวเอง และสามารถที่จะยืนอยู่ร่วมกันได้ในสังคมเชียงใหม่ของเรานี้

ผมคิดว่า.. ปัญหาที่เกิดขึ้น..นี้ มันมีหลายประเด็นให้ขบคิดอยู่เหมือนกัน
แต่ที่หลักๆ น่าจะเป็น การให้ความหมาย ของคำว่า
- ถนนคนเดิน กับ สินค้าที่แสดงความเป็นล้านนา.. -

สินค้าแบบไหนหรือ ที่เรียกว่า ล้านนา
และใคร เป็นคนที่ตัดสินว่า นี่คือสินค้าที่เป็นล้านนา

..สิ่งที่เกิดขึ้น ในกรณีนี้ คือ
ทำไม เสื้อยืด หรือโปสการ์ด สติกเกอร์ ที่ทำขึ้นมาเองกับมือ ทำไม่ถึง 10 ชิ้น
ถูกยืนยันว่า ไม่เป็นสินค้าล้านนา ..
ทำไม การปักผ้า ลายรูปช้าง ม้า ที่ทำด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรม
กลับ ถูกยืนยันว่า เป็นสินค้าล้านนา สามารถขายได้..
หรือแม้แต่ เพลงซีดี เพลงขลุ่ย เพลงขิม ซึ่งก็ผลิตด้วยเครื่องจักร ปั๊มซีดี ไรท์ซีดี
กลับ ถูกยืนยันว่า เป็นสินค้าล้านนา สามารถขายได้..


จากคำพูดยืนยัน ชัดเจน จากเจ้าหน้าที่
"คอมพิวเตอร์ ไม่ถือว่าเป็นแฮนด์เมดนะ ถึงจะออกแบบเอง"
"ใช่ เพราะมันเป็นดิจิตอล มันเป็นกระบวนการเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถ้าแบบนั้นมันก็ไม่ไช่ละ"


แน่นอนว่า ตอนนี้.. มันเกิดสองมาตรฐาน หรือ สามมาตรฐานขึ้น แล้ว
อะไรกันแน่ ที่เรียกว่า สินค้าที่ขายได้ ในถนนคนเดิน

ถ้ามองที่ กระบวนการ การผลิต นั่นแสดงว่า
มาตรฐาน ในการวัดว่า สินค้านี้ขายได้ไม่ได้ นั่น ย่อมใช้ไม่ได้แล้ว

ถ้ามองที่ ตัวสินค้า เลย นั่นก็แสดงว่า
มาตรฐาน ในการวัดว่า สินค้านี้ขายได้ไม่ได้ นั่น ย่อมใช้ไม่ได้แล้วเช่นกัน

ถ้าอย่างนั้นแล้ว
อะไรกันแน่ ที่เรียกว่า สินค้าที่สามารถขายได้

หากจะมองย้อน ประวัติศาสตร์ ล้านนา
ดูถึงคำว่า ล้านนา แล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า..
ล้านนา คือ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี พศ.1839 เป็นต้นมา

ถนนหนทาง ต่างๆ ผู้คนต่างๆ สิ่งก่อสร้างต่างๆ โรงเรียน สถานีอนามัย สถานีตำรวจ
รวมถึงทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง ที่เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถมองเห็นได้
ก็แน่นอนว่า ความเป็นล้านนา ก็รวมถึง สิ่งที่เป็นนามธรรมต่างๆด้วย
เช่น ประเพณี อินทขิล สงกรานต์ การเดินขึ้นดอย ศรัทธา ความเชื่อ ผี สาง ต่างๆ

และแน่นอนว่า หลายๆอย่าง ที่เรา ไม่พึงประสงค์ ให้มันเกิดขึ้นในดินแดนของเรา..
เช่น - พวกพม่าเข้ามาเผาบ้านเมืองของเรา - แก๊งซามูไร ที่ไล่ฟันชาวบ้าน
- ขโมยขโจร ต่างๆ - ซุงป่าทะลักเข้าเมือง
ก็คือ ความเป็นล้านนา เช่นเดียวกัน..

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมคิดว่า นี่คือ ความเป็นล้านนา
หรือใครคิดว่า ไม่ใช่..โปรดยกมือขึ้นแสดงตัวกันหน่อย..

อาจจะตีขลุมกว้างไปนิด สำหรับ การนิยามคำว่า ล้านนา..

ลองมองย้อนกลับไปถึง ถนนคนเดิน
กับกฏระเบียบ ของการขายของที่ สื่อถึงวัฒนธรรมความเป็นล้านนา..

หากผมจะขายมีดดาบของพวกแก๊ง ซามูไร มันจะผิดไหม
หากผมจะขายข้าวไข่เจียว จากชัยนาท จะผิดไหม
หากผมจะขายผ้าปูโต๊ะรูปดอยสุเทพ (ผลิตจากเมืองเลย) จะผิดไหม
หากผมจะขายสติกเกอร์ทำมือ รูปกำแพงเมือง จะผิดไหม
หากผมจะขายกาแฟ อาราบีก้า คาปูชิโน่ แฟรปเป้ ใส่ครีมมูส จะผิดไหม
หากผมจะจัดบริการนวดแผนโบราณ (นวดโดยชาวอีสาน) จะผิดไหม
หากผมจะเต้น โนราห์ จะผิดไหม
หากผมจะตีกลอง จังหวะ ฟิวชั่นแจซ จะผิดไหม
หากผมจะแกะสลักไม้ รูปช้างอาฟริกา จะผิดไหม

ซึ่งทั้งหมดนี้.. คนทำ คือคนเชียงใหม่ อยู่เชียงใหม่มาตั้งแต่เกิด..

กับคำถามเหล่านี้..อาจจะทำให้ เจ้าหน้าที่ หรือ ผู้ใหญ่ หนักใจ
ว่า อะไรกัน ทำไมมันรายละเอียดเยอะ วุ่นวายขนาดนี้

แน่นอนว่า ตอนนี้ปัญหามันมีแล้ว มันเกิดขึ้นแล้ว
มันมีอยู่จริง!
ครับ
ไม่ได้เป็นแค่ การคิดเอาเอง ไม่ได้เป็นการโมเม รึ ปั่นหัว กันเล่น

ในตอนนี้ ในฐานะ และหน้าที่ ต่างๆ
แต่ละฝ่าย ก็ได้ คิด พิจารณา กันด้วยความรอบคอบถ้วนถี่
เชื่อว่า แน่นอน ไม่มีใคร คิดที่จะทำร้าย วัฒนธรรมล้านนา
ไม่มีใคร ที่คิดจะล้มล้างวัฒนธรรมล้านนา อย่างแน่นอน

สิ่งที่สำคัญคือ เราๆทุกคน อยากอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข

หน้าที่ ของฝ่ายหนึ่ง คือ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้ ด้วยใจจริง
หน้าที่ ของอีกฝ่าย คือ กำหนดแผน นโยบาย ในการวางระเบียบต่างๆ

ดังนั้น เพื่อความสงบสุข อยู่ร่วมกันได้อย่างสบาย..
เมื่อมันมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว..

จึงอยากขอ ขอให้ผู้มีอำนาจ หรือ หน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องนี้
โปรดมีมาตรฐานในการชี้วัด ให้ชัดเจนมากขึ้น
ไม่ควรที่จะมี สองมาตรฐาน หรือ สามมาตรฐาน

หากว่า มีระเบียบที่ชัดเจน มีการปฎิบัติที่ทำได้จริง
และเห็นผลได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าผลสรุปของนโยบาย จะออกมาเป็นยังไงก็ตาม
เชื่อแน่ว่า ทุกคน ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม และพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

..

#26 By kryse555 (203.154.51.62) on 2007-05-29 00:28

อ่านจบแล้วจากจี๊ด..มันกลายเป็นเศร้าๆแฮะ คุณนกฮูกเปรียบเทียบได้เห็นภาพทีเดียว ติดตามปัญหานี้จากบล๊อกนี้มาพอสมควรครับเห็นใจ และเอาใจช่วย ..ผมเองก็คนเชียงใหม่คนหนึ่ง(..ถึงตอนนี้จะไม่ได้อยู่ก็เหอะ) ที่อยากเห็นถนนคนเดินเป็นเหมือนก่อนครับ
ปล.มีอะไรให้ช่วยบอกได้เลยนะครับ อย่างน้อยถ้าเป็นหนึ่งเสียงที่มันเปลี่ยนอะไรได้บ้าง ยินดีๆ

#27 By GuGGGar on 2007-05-29 00:51

ถ้าเป็นแบบนี้ ทางออกก็คงจะต้อง 50 - 50 ก็คือ แบ่งโซนขายให้ชัดเจน ว่าส่วนไหนขายวัฒนธรรมเก่า ส่วนไหนวัฒนธรรมร่วมสมัย ส่วนใหนของใหม่ ไฮเทค จะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันอีก และก็จะได้รู้ไปเลยว่า อะไรที่มีความนิยมมากที่สุดระหว่างสามแบบ ง่าย ๆ โดยดูที่ยอดขาย

#28 By คนกลาง อยากเห็น (199.89.199.82) on 2007-05-29 07:36

บางทีมุมมองของคนที่มีหน้าที่ หรือการตีความหมายของเขานั้นมันช่างเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วเสียความรู้สึกนะ แต่ในมุมมองของผมนะ ผมคิดว่าบางทีก็ต้องมีความสมดุลกันนะครับ อาจจะแบ่งเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ว่าสินค้าแต่ละประเภทควรจะมีอยู่กี่เปอร์เซนต์ โดยสินค้าพื้นเมืองหรือหัตถกรรมอาจจะเยอะสุดแล้วอันอื่นๆก็ลดหลั่นลงมา ส่วนสินค้าที่เป็นประเภทงานออกแบบหรืองานดีไซน์นั้นก็ควรจะมีเพราะว่าเป้นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนักคิด นักทำมาใช้พื้นที่นี้ร่วมกัน ...
คนที่มีหน้าที่ควรจะหันมาใส่ใจในเรื่องนี้และเปิดโอกาสให้ทุกๆคนมาใช้พื้นที่ร่วมกันเพราะว่ามิติของเมืองนั้นก็ต้องมีความหลากหลาย และควรจะชี้แจ้งในรายละเอียดว่าสินค้าประเภทไหนมาวางขายได้หรือไม่ได้โดยที่มีการสอบถามหรือประชุมความคิดเห้นของคนโดยรวมนะ แต่เชื่อว่าทุกอย่างคงจะไม่เน้นหนักในจุดใด จุดหนึ่ง ควรจะดูในเรื่องของวัฒนธรรมและศิลปะที่หลากหลายมาร่วมกัน

#29 By matoom39 on 2007-06-02 14:13

งานทำมือที่ทำออกมาแบบเดียวกันหมด
ทำเหมือนกันเป็นโหลๆ
มันจะต่างกับงานอุตสาหกรรมยังไง

สิ่งที่ทำให้แฮนด์เมดขายได้ก็คือ
" เอกลักษณ์ "

จะถึกจะถากกันอีกนานแค่ไหน
ทุกนาทีที่ผ่านไป
เมืองไทยกำลังเสียโอกาส

#30 By スニーカース on 2007-06-03 14:02

เห็นด้วยมากครับ แล้วนี่ยังขายอยู่ป่าวครับ

#31 By ILL on 2007-06-05 10:55

กลับมาอ่านย้อนหลังแล้วเซ็งอย่างยิ่ง

SUB CULTURE ต่างหากที่หมุนโลก เพราะ CULTURE มันตายหมดแล้ว

#32 By filmsick on 2007-06-05 11:33

อืม ผมก็ยังเด็กอยู่น่ะ ไอ่เรื่องแบบนี้มันคุยกัน ไม่จบอะน่ะ ผมก็เป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน ผมก็รักความเป็นเชียงใหม่ทุกอย่าง โดยที่ไม่อายเลยที่จะพูด คำเมือง และแต่งกายแบบพื้นเมือง บ้างตามโอกาศ ใส่ผ้าทอหรือ เสื้อม่อฮ้อม
ผมกลับ บ้าน 3เดือนหน ทุกครั้งที่กลับ ไปก็ไปถนนคนเดิน ไปทุก ครั้ง ก็เปลี่ยนทุกครั้ง
สินค้า เหมือนกับขายที่ตลานัดเพิ่มขึ้นมาก คนขายก็ไม่ใช่นักศึกษา หรือคนที่ทำขึ้นมาเอง
ของบางอย่างมาจาก จตุจักรก็เยอะ พอวางๆรวมกันแล้ว เหมือนของทำมือ แต่การที่มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามานำเสนอสินค้าที่พวกเค้าทำเอง
และได้แสดงออก ก็เป็นตัวบ่งชี้ได้ระดับหนึ่งว่า เยาวชนในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงให้ความสนใจกับ ถนนคนเดินอยู่แล้ว การที่กลุ่มเด็กฮิพฮอพหรือกลุ่มเด็กต่างๆอาจทำผิดวัตถุประสงศ์
ในการจัดถนนคนเดินก็ควรจะอธิบายชี้แจงค่อยๆปรับไป
ผมก็ไม่ไดเห็นว่าเด็กฮิพฮอพกลุ่มนั้น ทำอะไรมาขายแต่ว่าถ้ามันเป็นที่ยอมรับไม่ได้ก็คุยกันดีๆ ให้ เด็กกลุ่มนั้นลองทำ สิ่งที่เป็นฮิพฮอพที่เค้าถนัดอยู่แล้วแต่ให้แสดงออก
ถึงความเป็นล้านนาออกมาจะดีกว่าไปไล่กันให้ ขุ่นเคืองใจกันเปล่าๆ คนที่มีหัวใจและความรู้สึกทางศิลปะย่อมเข้าใจดีใช่มั้ยคับ

วันนี้ผมได้เปิดเจอเว็บ นกฮูก69 ก็รู้สึกดีนะ เห็นเพื่อน บอกเป็นเว็บ ทางเหนือ อ่านบทความแล้ว รู้สึก

#33 By สิบแสนนา (61.91.167.6) on 2007-06-13 18:09

อ่านแล้วจี๊ด...
งั้นถ้ากลัวไม่แฮนด์เมด ทีหลังพวกผ้าปักลายช้างอะไรนั่นก็ไม่ต้องใช้เข็มกันเลยมะ... (อะ ว่าเข้านั่น...)
ความหมายของคำเหล่านี้คืออะไรกันแน่...
- แฮนด์เมด
- ฮิพฮอพ
- ล้านนา
- วัฒนธรรม
- นโยบาย
- ผู้รับผิดชอบ

#34 By Evil_13 (202.28.27.6 /10.5.1.74) on 2007-08-17 18:31

ผู้ใหญ่เขามองเป็นเส้นตรง แฮนด์เมดต้องทำด้วยมือ เมาส์เมดไม่ได้นะครับ ไม่ต้องมีความคิดแบบต่อยอดกันแล้ว เฮ้อ.......

#36 By gument on 2007-10-17 18:19

บทความดีมากค่ะ big smile
งานแป้นก็จากคอมทั้งนั้น ไม่ใช่ แฮนเมด แล้วตูเอาอะไรเมดเนี่ย sad smile sad smile

#37 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-01-17 16:11

เราว่าที่เค้าตัดทิ้งหมดถ้าเป็นอะไรที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำขึ้นมา
เราก็แบบ เกินไปอ่ะ ความเป็นล้านนาในยุคนี้ ถ้าเด็กๆที่ได้เรียนมา
เค้าไม่สามารถใช้สิ่งที่เค้าเรียนหรือเทคโนโลยีปัจจุบันทำออกมาได้
แล้วเค้าจะทำไง เหมือนบีบให้เค้าออกห่างจากวัฒนธรรมดั้งเดิมเองเลย
วัฒนธรรมก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาให้เข้ากับยุคสมัย
สิ่งดีๆอยากให้คงอยู่ แต่ก็นะ อ่านแล้วก็เหนื่อยใจอ่ะ

#38 By MamiLuv on 2008-01-17 18:17

คือ ติดใจอย่างเดียวค่ะ
ตรงที่เค้าบอกว่า กราฟฟิคดีไซน์ไม่ใช่แฮนด์เมด
แล้วผ้าแม้วเป็นแฮนด์เมด
ต้องยอมรับนะคะว่า เดี๋ยวนี้โรงงานผลิตเสื้อผ้ามีเยอะค่ะ
ไม่ใช่ว่าผ้าแม้วที่นั่งขายกันอยู่ทั่วเชียงใหม่ จะมาจาก
การทำด้วยมือของแต่ละคน
แต่การดีไซน์ควรจะอยู่ในกลุ่มแฮนด์เมดนะคะ
ถ้ามันเกิดจากไอเดียที่ไม่ใช่มาจากโรงงานบริษัทโน้น
บริษัทนี้สั่งทำเพื่อกำไร

เห็นด้วยกับคนโพสต์นะคะ

#40 By นัท (202.28.27.6) on 2008-09-15 21:23

ความจริงนะคะ คนที่เดินถนนคนเดิน หลายๆคนไปเพราะชอบงานศิลปะ (เราด้วย : D)
ถ้าสมมุติจะให้มีแต่ของพวกนั้นจริงๆ จะเห็นได้ชัดเลยว่า อะไรจะหดหายไปบ้าง
สู้ๆต่อไปค่ะ เป็นกำลังใจให้

#41 By TUANG (142.179.131.238) on 2008-10-11 02:58

ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก้อช่วยๆ กันซื้อละกัน ถ้าชอบก้อ OK ไม่ต้องตีความให้วุ่นวาย Hand Made ไม่ Made ช่างปะไร ไปเชียงใหม่ ซื้อของชอบใจกลับมาฝากแฟน กับ น้องๆ ก้อ OK แล้ว จ้า ... ขอก็บตังค์ก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันquestion

#42 By แกวหมี (203.154.15.217) on 2008-10-27 16:55

นี่ก็สุดยอด

#43 By KINGRPG (58.8.140.122) on 2009-09-08 08:36