จากเลขสองของพัดลมตั้งโต๊ะ ถึงอิทธิพลที่กำลังเปลี่ยนแปลงล้านนา
posted on 28 May 2007 09:22 by nokhook69 in Non-Fiction

ขณะนี้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ได้จับกุมสินค้าฮิพพอพ ของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ขายนักศึกษา อย่าได้นำสินค้าอันไม่ใช่วัฒนธรรมล้านนามาขาย หรือสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรม ถนนคนเดินเราสนับสนุนสินค้าพื้นเมืองเท่านั้น...ถนนคนเดินวันนี้ก็...
เสียงนั้นไม่จบประโยค เสียงประกาศตามสายออกมาจากลำโพงตัวเขื่องใกล้กับแผงของผม ผมวางกระดาษโปสการ์ดของตัวเองลง ทั้งที่ยังวางแผงตัวเองไม่เสร็จ เดินมุ่งไปยังกองอำนวยการด้านหน้า ด้วยอะไรไม่ทราบสะกิดบอกเตือนให้ผมทำอะไรสักอย่าง ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินสอบถามผู้ประกาศเสียงตามสายนั้น
ขอเอกสารนโยบายการวางขายของ สินค้าถนนคนเดินหน่อยครับ ผู้ประกาศอายุราวๆ 60 กว่า คงงง กับลูกจู่โจม แกชี้นิ้วโบ้ยใบ้ไปที่เจ้าหน้าที่เทศกิจ 2 คน ซึ่งนั่งอยู่ในศาลา (ผมมาทราบชื่อภายหลัง หลังจากการสนทนา ไม่ขอเอ่ยนามก็แล้วกันนะครับ) ผมแจ้งขอเอกสารนโยบายการขายของในภาษาไทยกลาง แต่ไม่มี เจ้าหน้าที่คนใดสนใจนัก จนผมต้องบอกว่ามาจากสื่อๆหนึ่ง เป็นสื่ออิสระกำลังทำสกู๊ป และเปลี่ยนเป็นคำเมืองในการสนทนา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงออกตัว เขาไม่ได้นำเอกสารติดตัวมา ถามที่เขาได้เลย
มีอะไรหรือเปล่า น้องมาจากไหนเขาสอบถามผม มองผมด้วยอาการไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นัก ด้วยผมไม่มีทั้งสมุดปากกา ไม่มีเทปบันทึกเสียง หรือนามบัตรตัวแทนแสดงความเป็นสื่อ มีแต่กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะหูคีบแสดงฐานะ
ไม่มีอะไรมากครับ ผมเป็นแค่สื่ออิสระ กำลังทำเรื่องถนนคนเดินพอดี ผ่านมาเดินเล่น จึงอยากถามข้อมูล ว่ามีเกณฑ์อะไรมาวัดสินค้าใดผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม สินค้าไหนเป็นสินค้าพื้นเมือง แฮนเมดเจ้าหน้าที่นิ่งไป ก่อนตอบ
มันก็ง่ายๆ นะ ว่าแบบไหนพื้นเมือง หรืองานแฮนเมด ก็ดูที่งานเลย
สินค้าฮิพพอพ ไม่ใช่สินค้าวัฒนธรรมเหรอครับ ถึงต้องไม่ให้ขาย
มันไม่ใช่สินค้าพื้นเมือง
ทั้งที่เป็นสินค้าที่คิดขึ้นเอง งานสินค้าประเภทออกแบบผ่านคอมพิวเตอร์ (กราฟิคดีไซน์ เขาไม่เข้าใจคำนี้) ผ่านกระบวนการอัดขยายรูป แบบโปสการ์ดล่ะครับ
เจ้าหน้าที่ทั้งสองส่ายหน้า คอมพิวเตอร์ไม่ถือว่าเป็นแฮนเมดนะ ถึงจะออกแบบเอง
ทั้งที่คิด และทำเอง มีเพียงที่เดียว
ใช่ เพราะ มันเป็นดิจิตอล มันเป็นกระบวนการเทคโนโลยีโลกใหม่ ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่ละ มันไม่ใช่แฮนเมดเลยล่ะ
งั้นรูปถ่าย?
บางอันถ้าเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายวัด แล้วไปทำให้เป็นขาวดำ หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เราก็อนุโลม
ถ้าไม่ใช่วัด เป็นหมาแมว หรือเป็นสิ่งที่พัฒนามาจากความเป็นล้านนา เป็นฟ้อนท์ เป็นภาพวาด (ดิจิตอล) หรือมีความคิดที่แตกต่างออกไปจากการถ่ายวัดวาอาราม ก็ไม่ได้สิครับ
ก็ต้องดูที่งานอีกที ว่าสื่อความเป็นล้านนา ไหม เป็นเชียงใหม่ไหม
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง นึกในใจว่า แล้วใครจะเป็นผู้จัดหมวดหมู่ แบ่งสรรประเภทงานเหล่านี้ได้ในหมู่มวลเทศกิจทั้งหลายหลากผู้ทำงานอยู่ในเครื่องแบบ หากเขายังไม่เข้าใจศิลปะประยุกต์ สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่ง
วัฒนธรรมอันหลายหลากบนโลกใบนี้
เทศกิจคนนั้น บอกลากเลื่อนเก้าอี้มานั่งคุยกันดีๆ ผมจึงลากเก้าอี้ใกล้ๆ มานั่งตั้งคำถามใหม่ บอกเป็นตัวแทนของกลุ่มดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่ง ที่อยากดึงเอาศักยภาพชาวล้านนาในสายคอมพิวเตอร์ (กราฟฟิคดีไซน์ อธิบายไปก็คงไม่เข้าใจ) มารวมตัวเพื่อสร้างกระแสระหว่างวัฒนธรรมใหม่ กับเก่าอันมีสิ่งพิมพ์เป็นหลัก มีที่พอให้แสดงออกไหม ที่ถนนคนเดิน ใจจริงก็ทราบดีว่า คงไม่ปัญญามาต่อสู้นำสินค้าไร้สาระในสายตาคนเหล่านี้มานำเสนอหรอก
เพราะคงไม่ต่างกันกับ กรณี หนังเรื่อง แสงศตวรรษ โดนตัดฉาก และห้ามฉายในไทย ทำเหมือนคนทำงานศิลปะอันแตกต่างจากกระแสนิยม เป็นดั่งเหมือนพวกลักลอบค้าของเถื่อน ทั้งที่ ข้อกำหนดในพรบ. มีแค่ว่า ห้ามทำผิดศีลธรรมอันดีงาม เท่านั้นเอง ซึ่งไปถามใครก็รู้ ว่ามันกว้างยิ่งเสียกว่าคนจบปริญญาเอกสาขาภาษาไทย จะให้คำตอบได้ และก็รู้ๆ กันอยู่ว่า หนังบางเรื่องมีฉากล่อแหลมนับสิบฉาก กลับไม่เป็นไร
แต่ผมก็ยังอยากถาม อยากปูทางดู ว่าความหวังการเป็น HUB ระหว่าง ความสุดโต่งของสินค้าพื้นเมืองแท้ๆ (สินค้าพื้นเมืองเก๊ ผ้าแม้ว กิ๊บติดผมปัญญาอ่อน) กับวัฒนธรรมชาติอื่น มีความเป็นไปได้ที่จะมีจุดเป็นกลาง แบ่งพื้นที่ สร้างเวทีแสดงออกให้คนรุ่นใหม่ ยังอยากสร้างงานดีๆ และแตกต่างอยู่ และลืมเหล่า สายตาของคนในระบบ ที่ใช้วิธีคิดแบบเดียวตัวเดียว (เผด็จการ) มองงานศิลปะบางอย่างเป็นเพียงวัฒนธรรมน่ารังเกียจ ถึงขั้นจับกุม ห้ามขาย
*********
ก็คงไม่ได้แล้วนะ เพราะพื้นที่มันเต็ม ก็ต้องให้โอกาสคนที่มาก่อนเขาขายไป งานเทศกิจก็เหนื่อยนะ ถนนคนเดินไม่เละเหรอหากเราไม่ทำงานหนัก จัดการเด็ดขาด
ครับผมเข้าใจ แต่ว่าการสร้างศูนย์กลางอันเป็นพื้นที่ให้เด็กรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ผ่านงานออกแบบ โดยใส่ความเป็นล้านนาลงไป ก็ไม่สามารถเกิดได้สิครับ หากไม่มีที่ทางให้แสดงออก คนที่อยากมาสร้างตรงนี้ก็คงทำเปล่า ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะให้เด็กที่เล่นสเก็ตบอร์ด ตรงนู้น มาดูงาน แล้วบอกว่า ผมจะไปลองทำตัวเมืองแบบงานพี่กลุ่มนี้ดู ในบอร์ดผม
น้องก็ต้องเข้าใจนะ เดี๋ยวนี้เมืองมันขยาย คนอยู่ในเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเมืองแล้ว เป็นคนที่อื่น ทีนี้วัฒนธรรมก็เปลี่ยน คนเมืองจริงๆ อยู่รอบนอกหมด อาหารการกินคนเมืองจริงๆ ยำเตาอย่างนี้ เห็ดถอบอย่างนี้ อยู่รอบนอกหมด ทุกสิ่งเสริฟนักท่องเที่ยวไว้ก่อน เราก็ต้องควบคุมอนุรักษณ์ของๆ เราไว้ พูดตรงๆเลยนะ เจ้าหน้าที่เทศกิจ ขยับเก้าอี้มาใกล้ผมกว่าเดิม
มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก บ้านเรามันเป็นแบบนี้มานาน จะไปทำแบบน้องว่ามันก็ยาก เหนื่อยเปล่า
แสดงว่า เราต้องไปเริ่มที่นโยบาย ใช่ไหมครับ กับระบุเกณฑ์ตัดสินสินค้าใหม่ ให้ผ้าแม้วขายได้ เพราะเป็นสินค้าท้องถิ่น ให้ผ้าเมืองอันเกิดจากการผลิตจำนวนมากๆ ขายได้ ผมชี้ไปที่แผงใกล้ขายเป็นโซนๆ ไป ห้ามขายสินค้าอื่นอีก
ถนนคนเดินเราไม่ได้แบ่งโซนจากประเภทสินค้านะ ความจริงแล้วทุกเจ้าต้องขายความเป็นพื้นเมือง แต่ตอนนี้มันเละ
ผมเห็นบางร้านก็ไม่ได้ขายของพื้นเมือง สินค้าโรงงานก็มีมาก
ใช่ บางทีเราก็ไปไล่ไม่ได้ อันนั้นก็มีเส้นบ้าง น้องคนนี้ลูกคนโน้น ก็ลำบากใจ
งั้นอีกหน่อยสินค้าก็มีซ้ำๆ กัน คนเดินก็จะเข้าใจว่าไปที่ไหนก็มีสิครับ มันก็อยู่ได้อีกไม่นาน
ก็ต้องยอมรับว่า ไม่นานแน่
ครับ ขอบคุณพี่มากครับ ที่สละเวลาคุย เดี๋ยวผมจะไปขอเอกสารที่เทศกิจอีกทีนะครับ พี่ชื่อ....ใช่ไหมครับผมขอจบการสนทนา เทศกิจบอกไปถามได้เลย ผมยกมือไหว้คนทั้งสอง ก่อนกลับไปแผงตัวเอง
หลังจากนั้น ผมมานั่งคุยกับทีมงานว่าเราสามารถทำอะไรต่อได้ดี จะทำสกู๊ปจริงๆ ไหม แต่แล้วก็มากไป ลำพังปัญญาทำมาหาเงินก็เหนื่อยหนักไม่มีกองทุนหาข้อมูล ก็ลำบาก ก็สัญญาว่าจะมาอัพบล็อกไปก่อนแล้วกัน
ข้อมูลวันนี้ความจริงมันมีมากกว่านี้ ด้วยอารมณ์ผมตอนที่เดินดุ่มไปถามเหมือนยั้งไม่อยู่ ทั้งที่เป็นคนไม่เคยโวยวายเถียงใคร แต่คราวนี้เท้ามันพาไป ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ก็ถ้าหากเราไม่สนใจเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาปรับใช้ หรือปิดกั้นตัวเองให้อยู่กับสิ่งเก่า อนุรักษณ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยลืมไปว่า โลกเกิดจากการหลอมรวม คนเก่าตายจาก คนใหม่แทนที่ ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันก็มีแต่จะตายดับ
บางอย่างต้องอยู่บนหิ้ง รอวันไร้ค่า
บางอย่างลุกล้ำ ควบคุมแบบผิดทิศ ปิดกั้น ปิดหู ปิดตา ทั้งที่มีตั้งหลายอย่างที่คนจะเสพได้ ใช่การมาห้ามโน่นห้ามนี่แบบไร้วิจารณญาน
ช่องว่างตรงกลางหายไปไหน?
อยุธยาตอนต้น อู่ทอง รับอิทธิพลของศิลปะทวารวดีและศิลปะขอมพัฒนาพระปรางค์มาจากทรงขอมโบราณที่แข็งแรงมีเหลี่ยมมุม ก่อนปรับเป็นสมัยอยุทธยาตอนปลายที่มีความอ่อนช้อย ของเรือสำเภาโบราณ
พระพุทธรูปล้านนาที่เรากราบไหว้ในวัด รับอิทธิพลมาจาก 2 สาย 1 คือศิลปะปาละเข้ามาทางอาณาจักรพุกามของพม่า และอีก 1 รับอิทธิพลมาจากสุโขทัย บ้านพี่เมืองน้อง
ซุ้มประตูเก่า ๆ ที่เราเห็นก็ได้รับอิทธิพลอื่น ๆ เช่น จีน พม่า และไทใหญ่
บ้านเรือนที่ปู่ย่าตายยายอาศัยอยู่ เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นก็จริง แต่เมื่อวันหนึ่งอิฐกับปูนถูกกว่าไม้
เรายังคงยืนยันจะเข้าป่าตัดไม้สร้างบ้านเรือนเครื่องผูก ไม่ใช้ตะปู (ทั้งที่ไม้ฝาเชอร่าราคาถูกและมดปลวกไม่เจาะกิน) เหมือนเช่นวันวานอย่างนั้นหรือ
พัดลมตั้งโต๊ะที่ขายถูกๆ ตัวละ 300 กว่าบาท ในโลตัส สาขาหางดง เชียงใหม่ ยังมีเลขหนึ่ง สอง และสาม ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้คนล้านนา ไม่ใช่มีเพียงแค่สปีด Hi กับ Low เพียงสองอย่าง
ช่องว่างตรงกลางหายไปไหน? หรือว่าเป็นแต่พื้นที่ว่าง ที่กลวงเปล่าของสมอง
หากการสร้าง HUB ให้เป็นจุดเชื่อมต่อโลกทั้งสองนั้น ดูจะเป็นเรื่องแปลกหรือยากเกินผู้มีอำนาจบาทใหญ่จะให้ความสำคัญ หันมาดูแลลูกหลานในอนาคตของตัวเอง แทนที่จะเอาเศษเงินไปโปรยหว่านกับป้ายหาเสียง หรือสิงพิมพ์จำนวนมหาศาลในช่วงการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่จะถึงนี้
แต่มองสิ่งพิมพ์อื่นเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ควรแทรกมุดอยู่แต่เฉพาะในดิน
ทางสายกลาง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อยังทรงมีชีวิตอยู่
ก็เปล่าประโยชน์ที่จะไปนั่งพูดว่า
อิทธิพลฮิพพอพกับล้านนาส่งผลอะไรกับลูกหลานของเราในอนาคต
*******
ปล. 1. ไปร่วมแสดงความคิดเห็นใน เว็บไซต์ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ได้ที่นี่ครับ
2. บทความเดียวกันในบอร์ด ของประชาไท สื่อออนไลน์ที่ไว้ใจได้ของไทย
3. โปรเจคสร้าง HUB(HO! Design) การรวมตัวของกราฟฟิคดีไซน์ในเชียงใหม่ ที่ว่า มีเว็บเป็นทางการที่นี่ครับ






ผมชอบ ช่วงแรกๆ นะครับที่มี การแสดง เช่น ช่วงนั้น กระแสองค์บาก มันแรงมาก จนมีคน เอามาโชวฺ์กัน
รู้สึกว่า เคยมีคน พูด ถึงเรื่องนี้ ในFree Magazine ชื่อ "COMPASS" นะครับ
ไม่เห็นด้วยกับการปิด กั้นใน การเปลีี่ยน แปลงในแง่ บวก ครับ
#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-05-28 09:53