ข่าวด่วนยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์เสื้อยืดลอตใหม่ของทีมงานนกฮูกครับ ถนนคนเดินเชียงใหม่ กำลังขยายไปสู่ภาคธุรกิจ ไปแล้ว

ที่มาไทยเวอร์ชั่น http://nyanta.exteen.com/ English Version http://nyanta.exteen.com/20070410/lanna-arts-culture

** ไม่ใช่บทความที่เขียนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการอนุรักษ์แบบหน้ามืดตามัวแบบไม่สนกระแสโลก
แต่ก็ไม่สนับสนุนการไหลตามน้ำไปแบบไร้สมอง
และที่แน่ๆ ไม่เห็นด้วยกับการเดินเข้าสู่ระบบการผลิตแบบสายพาน อุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ แบบที่ ถนนคนเดิน "กำลังเป็น"

** The article below is not written for the craze in conservative idea,
thus it also opposes to the following ofmain stream pressures.
The point is that, it is trying to protest against the mass production and factory line products -- the state that we are 'goingto be'.

***************************************

วันนี้ขออนุญาตไม่เขียนเรื่องอะไรที่มีสาระ เพราะอยากจะมาป่าวประกาศ ถึงความอุบาทว์ของแม่ค้าถนนคนเดินกันสักหน่อย

คือว่าถนนคนเดินเนี่ย เค้าก็ประกาศปาวๆ ว่าให้เป็นถนนวัฒนธรรม ให้ขายของอะไรที่มันเกี่ยวกับเชียงใหม่ หรือไม่งั้นก็เป็นสินค้าท้องถิ่นใช่ไหม แต่ว่าในนโยบายก็มีระบุอยู่โทนโท่ว่าสนับสนุน local business ไม่เชื่อไปฟัง มันประกาศอยู่ทุกอาทิตย์ ออกทางไมค์โครโฟน ว่ามันทำเพือสนับสนุนคนท้องถิ่น หรือว่าสินค้า handmade อะไรของมันนั่นแหละ

แต่!!!!!!! แต่ว่า......แต่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ทำไปทำมา ของที่ขายมีแต่ผ้าแม้ว เข็มขัดแม้ว และของอะไรไม่รู้บ้าบอ สินค้าไม่แตกต่างจาก ไนท์บาร์ซา ซึ่งดูผิวเผินแล้วเป็นของแม้วก็จริง แต่จริงๆแล้วมันเป็นของที่ออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านกระบวนการผลิตแบบ mass production อาศัยการจ้างแรงงานถูกๆ แล้วของก็ออกมาหน้าตาเหมือนกันเด๊ะๆ มีสินค้าเลียนแบบว่างขายเกลื่อน แล้วก็ตัดราคากันเอง ไม่ต่างอะไรจากตลาดนัดสินค้าราคาถูกธรรมดาทั่วไป

ไม่ได้บอกว่าของที่ฉันจะเอาไปขายมันดีเด่กว่าคนอื่น แต่มันไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ตัวเองประกาศอยู่ปาวๆ
ไหนว่าสนับสนุน local business
ไหนว่าสนับสนุนงานสร้างสรรค์ สินค้า handmade???????

"เสื้อยืดของน้องมันออกมาจากโรงงาน จะเอามาขายไม่ได้หรอกนะ" (อีเสื้อเมืองๆที่เห็นนั่นก็เย็บจากโรงงาน จากหมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละย่ะ ชั้นไม่อยากจะเมาท์)
"โปสการ์ดนั่นน้องไม่ได้วาดเองใช่มั้ย ใช้คอมทำไมไม่ได้หรอกนะ" (แต่ถ้าเป็นรูปถ่ายขายได้ แล้วกล้องถ่ายรูปกับคอมพิวเตอร์ เป็นนวัตกรรมที่ต่างกันมากรึไง แล้วอีกอย่างนะ ชั้นก็วาดนะยะ วาดแล้วเอาโปรแกรมอิลลัสแต่งรูปไง ไม่เรียกว่าวาดรึไง ซึ่อบื้อแล้วยังจะอวดฉลาด!!!)
และอื่นๆ ฯลฯ

ไม่แปลกใจ ที่สินค้าที่ร้าน จะมีแต่ลูกค้าฝรั่งเข้ามาดู คนไทยจะมองผ่านๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจมาก เข้าใจว่าสินค้ามันไม่ได้ mass มันเสพยาก มันเข้าถึงยาก (
ไม่ได้จะอวดว่าของตัวเองเจ๋งหรือไฮโซมาจากไหน) มันอาจจะไม่ใช่สไตล์ที่คนทั่วไปจะชอบ อันนี้ก็เข้าใจ ไม่ได้ว่ากัน

แต่ในขณะที่คนไทยทั้งหลายมองว่า
นี่มันอะไรมันขายอะไรของมันนี่มันตัวอะไร แต่เวลาฝรั่งมังค่าเดินผ่าน เค้าจะจอดดู แล้วเกือบทุกคน เค้าจะพูดว่า มันคือ street art
และจากการสำรวจ ไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณ ฝรั่งทุกคนที่ซื้อ เค้าบอกว่า เพราะมันไม่เหมือนกับร้านอื่นๆ ที่เค้าไปเดินดูมา เค้าพูดเอง ทั้งที่เราไม่ได้ถามด้วยซ้ำ ก็รู้สึกดี และอยากจะอัดคำพูดพวกนี้ ไปฝากอีลุงคนประกาศเสียงตามสาย ให้มันเปิดออกไมค์โครโฟนซักที อีพวกเจ้าหน้าที่ที่มันไม่ให้เรานั่งตั้งแต่ทีแรกมันจะได้สำเหนียกเสียบ้าง

ว่าอะไรที่ควรจะเรียกว่า ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์
อะไร ที่เค้าเรียกกันว่า งาน
original งาน creative

ไม่ใช่เอางาน
OTOP มา reproduced กันซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่ไม่ได้พูดด้วยความโมโหแม้แต่น้อย
อย่างน้อยก็ขอบคุณ ที่ปล่อยให้เราได้นั่งขาย โดยการทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มาไล่เราออกจากแผง เอาล่ะ นั่นก็ถือว่าเป็นพระคุณอย่างสูง

แม้จะไม่ให้เราลงชื่อขายอย่างเป็นทางการก็ตาม

และนั่นก็นำมาซึ่งปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง

เพราะไม่ให้เราลงชื่อ มันก็เลยเกิดปัญหา
ขายมาตั้งแต่ปีก่อน ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ก็เอามาวางขายได้เลย
อีคุณป้าคนให้เซ็นชื่อเป็นคนพูดเอง บอกว่า ถ้าหนูไม่ได้แย่งที่นั่งใคร หนูก้อนั่งไปเลยได้ ไม่เป็นไร ไม่ต้องลงชื่อหรอก เพราะหนูลงไม่ได้
แต่เมือวาน......
แฟนขี่รถมอเตอร์ไซค์เอาเสื่อไปปูจองที่ไว้ตั้งแต่บ่ายสาม แล้วกลับมากินข้าวก่อน ทุกทีก็ไม่ต้องจองหรอกนะ แต่นี่เพราะเห็นว่ามันเป็นหน้าเทศกาล ไม่รู้พ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่มันโผล่มาจาก(หลุม)ไหน
ก็ฝากฝังเจ๊แผงข้างๆ ว่าดูเสื่อให้ด้วยนะ เดี๋ยวจะมานะ เอาของวางไว้นะ
แล้วก็กินข้าว ผ่านไป ห้าโมงเย็น ก็ไปที่แผง (ทุกทีไปหกโมงด้วยซ้ำนะ)
ปรากฏว่า มีคนนั่งหน้าสลอนเป็นแถวยาวเหยียด ทั้งที่ปรกติแล้วแถวนี้ไม่ค่อยมีคนมาขายด้วยซ้ำ
นั่น....นั่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นั่นมันคือเสื่อของเรา ถูกอีบ้าที่ไหนไม่รู้ ม้วนเอาไว้อย่างสวยงาม แล้วเอาวางพิงเสาไว้

มึงช้างกล้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ก็ตรงเข้าไปถาม หล่อนก็ลอยหน้าตอบ อย่างไม่ได้สะทกสะท้าน ว่า อ๋อ เค้าให้มาลงชื่อ แล้วถ้าใครไมได้ลงก็เสียสิทธิ์ไปเลย
โอเคนะ ถ้าจะบอกว่าเรามาช้า เราไม่ได้ไปลงชื่อ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าอีระบบลงชื่อ(อย่างเคร่งครัด)นี่เกิดจะมากระแดะปฏิบัติกันอะไรเอาอาทิตย์นี้ ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะว่าไง แล้วก็ไม่แจ้งล่วงหน้าตั้งแต่อาทิตย์ก่อนด้วยนะว่าอาทิตย์หน้าเราจะใช้ระบบใหม่ มันน่า...มั้ย? แถมอาทิตย์ที่แล้วก็ให้เราลงชื่อไปแล้ว ในกระดาษบ้าบออะไรไม่รู้ อยู่ดีๆก็เอามาให้เขียน แล้วมันหมายความว่าไง จะให้เขียนทำไม ถ้าอาทิตย์ถัดมามันไม่มีผล

นั่น มันยังไม่จบนะ ทีเราจะไปลงชื่อตอนนั้นไม่ให้ลง เราก็กวาดตามองดูแผงของนังคนนั้น
.....ต๊ายยยย...........สินค้าของหล่อน พื้นเมืองมากนะยะ
มันคือ กิ๊บติดผมและ
hair accessories
ปัญญาอ่อน ที่มีขายเกลื่อนตามกาดหลวง ตลาดนัดทั่วไป
ช่างไร้รสนิยม
แล้วทำไมของนังคนนี้ได้ขาย ทำไมของชั้นต้องโดนกีดกัน
ชั้นจะร้องเรียนๆๆๆๆๆๆๆๆ
นายกเทศมนตรีเบอร์โทรศัพท์อะไร ปลัด นายอำเภอ อะไรอยู่ที่ไหน ชั้นจะจดหมายไปด่าให้หมดเลย
เจ้าหน้าที่ทำงานไม่เป็นระบบ แย่มากๆ แล้วอีบ้านั่นมันมาจากไหน เพิ่งจะมาขายได้แค่สองอาทิตย์ อาทิตย์ก่อนก็ยังนั่งข้างเรา ช่างไร้สามัญสำนึก

เอาล่ะ ลองนึกง่ายๆ ถ้าเป็นเรา รู้ว่าไปแย่งที่คนอื่นนั่ง จะไม่รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ บ้างหรือไง ว่าเจ้าของเค้าจะมาเมื่อไหร่
แล้วพอเราไปยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่ต่อหน้า ไม่มีเลยที่
มัน
จะมีสีหน้ารู้สึกผิดหรือพยายามจะทำอะไรบ้าง ยังคงหยิบกิ๊บปัญญาอ่อนของมันมาวางเรียงขายต่อไป

เดชะบุญที่เลยไปอีกหน่อย มีที่ว่าง เราจึงได้นั่งขาย ไม่อย่างนั้นก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง

โอเค ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของทีมงานเราเองด้วย
แต่คนอย่างอีพวกนี้ ..... ก็สมควรโดนด่าจริงๆ

ช่างเถอะ
หนังหน้าแต่ละคนมันหนาไม่เท่ากัน

จำได้ว่าพูดประโยคนี้ออกไปค่อนข้างดัง ดังเสียจนอีเจ๊แผงข้างๆ หันมาถามว่า น้องด่าพี่เหรอคะ --- อยากจะบอกว่าเปล่าค่ะแต่ถ้าพี่เป็นคนหนึ่งที่ทำแบบอีนั่น ก็จงรับเอาคำด่านั้นไปเสียดีๆ

การทำงานที่ไม่เป็นระบบ มันส่งผลถึงคนอื่นให้เดือดร้อนกันไปหมด อยากจะถามเจ้าหน้าที่ถนนคนเดินว่ามีมาตรฐานอะไรบ้างไหม และถ้ายังจะยึดถือเอาความเป็นแม้วมาเป็นคนเมือง ก็อยากจะประกาศว่า แม้ว แปลว่าชาวเขา แปลว่า
hilltribe ไม่ได้แปลว่า local people
นะคะ กรุณาทำความเข้าใจเสียใหม่ด้วย

และที่สำคัญ ไปทำความเข้าใจเรื่อง
concept ของการจัดถนนเพื่อสนับสนุน local business
ซะใหม่ด้วย
ก่อนที่สินค้า
OTOP
จะกลายร่างเป็นสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมกันไปหมด

แล้วท้ายที่สุด เราก็ไม่รู้จะไปเดินที่ถนนคนเดินกันทำไม เพราะจะมีคำพูดประมาณว่า
ไปทำไม ของก็เหมือนกาดหลวง หาซื้อที่ไหนก็ได้
โผล่ออกมา

หรือถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วคณะผู้จัดงานจะดีใจ?
ที่ได้
support local business


ประเทศไทยจงเจริญ!!!

***************************************

The decline of Lanna art and culture
Researched by NyanTa
For any references please give credits

Lanna identity is a treasure of Northen people since time immemorial. With a long history of Lanna community, art and culture are practiced and inherited from generation to generation. Lanna art and culture for a long time have been regarded as the very unique and precious heritage that the ancestors left for the younger generations. In the eyes of people in different communities or foreigners, Lanna identity is very much worth to be preserved. However, in the age of globalization which has the rapid development of materials, transportation and technology, people from all over the world are connecting and exchanging knowledge, information and culture. Lanna society inevitably gets the impact of the connected world and many aspects of Lanna identity have been distorted according to the effects of the globalization. In the dramatically developed world these days, globalization is leading to the decline and devaluation of Lanna identity as reflected in art and culture.

Globalization is not really a new word for post modern generation. According to Jan Aart Scholte, globalization can be defined in various terms and meanings. The first definition is the internationalization that refers to the interaction and interdependence between people in different countries. The second is the liberalization which describes the global world as one without regulatory barriers to transfer resources between countries. Also it can mean universalization that more people and cultural phenomena spread to all over the world. Moreover, it can be paralleled to the idea of westernization according to the idea of imperialism of western countries. Another definition is that it is the deterritorialization and supraterritorialization between people (Scholte, 2003, pp.84-85). Though globalization is differently defined, the major meaning is the relation between many people regardless of places and time (Scholte, 2003, pp.84-85). According to the connection between people, there are three main impacts that have resulted in the devaluation and decline of Lanna identity. They are capitalism, hybrid culture and modernity.

The first impact is the capitalism. As globalization leads people from many other countries to be connecting between each other, the idea of cross-border investment is more or less a consequence of this situation. Many countries invest and start a business and therefore cause the international trade between many countries (Scholte, 2003, p.84). The more businesses and industries run in one country is the more forces that push the country to transform to be capitalist society. The capitalism system demands the large number of production in a very short period of time. With the requirement of the high quantity of product, capitalism needs a manufacture in a factory line production and leads to a division of labor (Wattana et al., 2001, p.57).

When capitalism reaches Lanna society, consequently there could be some effects in Lanna art and culture. Lanna culture has a great reputation of creating very unique products that strongly embodied its original art and culture. After the expansion of capitalism that requires more products, Lanna art products are made in the same style and pattern and finally become mass products (Wattana et al., 2001, pp.52-53). For example, all the wooden souvenirs in Baan Tawai look the same. It is because the artisans need to produce the products that are sellable. In order to follow the invisible hand in capitalist market that all products are the same, the only way that artisans can sell their products is to force down the price. According to this, the quality of product is reduced (Wattana et al., 2001, p.233). Moreover, the factory production and the division of labor deskill the artisans creativity and lower their role from the creators to be just labors (Wattana et al., 2001, pp.39-40, 46).

The second impact of globalization is that it brings in the hybrid culture. As Scholte puts it, the world is becoming smaller with all communication technologies which help information flow to everywhere in the world in a very short time (Scholte, 2003, p.86). When information is spreading through all over the world, the flow of culture is spreading as well. As a consequence of the flow and spread of culture, it is leading to a hybrid culture which is a consequence of multicultural of state and transnational pop culture (Tomlinson, 2003, p.275). Hybrid culture mixes the identity of each culture together and it is difficult to categorize.

The hybrid culture caused by globalization has several effects in Lanna community. The various cultures that flow through Lanna community which has conservative and unique culture are bad signs to show the shaking of Lanna identity. The obvious evidence is the mixing up of many arts from different countries in Lanna products. For example the Baan Tawai products have Burmese, Chinese and Western influence (Wattana et al., 2001, p.48). Some pieces of artworks somewhat have mixed design and can hardly be identified that they are Lanna products. Furthermore, Lanna traditional art is changed to be more modern and contemporary according to the influence of western culture. Mr.Pakorn, one of the contemporary product manufacturers, states that the consumers nowadays are no longer Thai people, so he must make his products standardized with modern and western style to serve foreign buyers desires (Pakorn).

The last impact of globalization is that it is leading the world to the modernity. According to Tomlinson, the idea of modernity is accompanied with the idea of westernization. The world is changing to be like a western lifestyle. Besides, it also brings the idea of urbanism, industrialism, economy and makes culture to be more modernized (Tomlinson, 2003, p.272). Consequently, lifestyle of people in community is changing according to modernization.

As globalization is making the world to be more modern, Lanna identity in art and culture was also affected by its impact. Modern life has changed lifestyle of people in society. Therefore, Lanna products are made to be more modern to suit with new lifestyle (Wattana et al., 2001, p.172). Traditional cloth or tube skirts are designed to be like a western style so they can be everyday use. Besides, when local people no longer use traditional Lanna products, they are transformed to be cultural commodities (Wattana et al., 2001, pp.189, 195-196, 200). Many of Lanna art products are altered to be souvenirs and decorations for people in different society that do not really need the original function of the products. As Dr. Tanet Charoenmuang, the lecturer at faculty of Social Science, argued in the seminar on the impact of modernity on Lanna, he remarks that culture is transferred to be just a showcase and decoration for tourism. This can be seen in some hotels decoration that imitated the art from religious place to decorate their hotels. This action is a strongly looking down on Lanna identity that had been preserved for a long time (Tanet).

***************************************

Among the trend of globalization, Lanna art and culture are at risk of facing the decline caused by the capitalism, hybrid culture and modernity which distort and devalue the original meaning of Lanna identity. The preserved identity since historical time is now becoming the mass products, decoration and cultural commodities with fainted characteristic to be distinguished from other cultures. It is, therefore, the duty of local Lanna people to help preserve our own heritage. The way to preserve art and culture is not always to keep them as display and admire them occasionally. The best way is to practice it in everyday life and this is the only way to resist the force of globalization.

***************************************

Lists of references

Pakorn Chaiwut. Factory owner. Interview on the subject of changes of local to contemporary products. 1 December 2004. 9:00-10:30 am. P.C. Collection factory, Tambon Huaysai, Sankampang district, Chiangmai.

Scholte, Jan Aart. (2003) What is Global about Globalization? David Held and Anthony McGrew (Ed.), The Global Transformation Reader: An Introduction to the globalization debate. (pp. 84-91). Cambridge: Polity Press.

Tanet Charoenmuang. Image of Chiangmai from the past to the present in terms of policy, economy and culture. A seminar on the Impact of Modernity on Chiangmai: How to keep balance. Faculty of Humanities, Chiangmai University. 18 December 2004.

Tomlinson, John. (2003) Globalization and Cultural identity. David Held and Anthony McGrew (Ed.), The Global Transformation Reader: An Introduction to the globalization debate. (pp. 269-277). Cambridge: Polity Press.

Wattana Wattanapun, Bupa Wattanapun and Samart Srijumnong. (2001) Lanna Folk Art: Adaptation Through Changing Times. Chiangmai: Within Design.

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งคับ

ไม่แปลก ที่ของบริเวณตรงกลางถนน ที่ แบกับดินจะได้รับความสนใจมากกว่า

หันไปดูข้างๆ มีแต่สินค้าโรงงาน นี่มัน ย่อไนท์ บาซ่าร์มา เฉพาะวันอาทิตย์ดีๆ นี่เอง

อ่านแล้วหงุดหงิดในหัวใจไปด้วย
ประเทศไทยไชโย
(เอ้อ ส่งมาขายภูเก็ตมั่งไหมเฮีย!)

#2 By filmsick on 2007-04-09 12:40

เห็นด้วยเช่นกัน
เมื่อต้นปีไปเที่ยว ใครๆก็แนะนำให้ไปซื้อหาของฝากที่นั่น
แต่ไปแล้วผิดหวัง ไม่ประทับใจด้วย รู้สึกว่าของที่วางขายกันกรุงเทพก็มี ไม่รู้จะมาซื้อทำไมถึงเชียงใหม่
ถ้าปรับปรุงได้จะดีมากๆเลย

#3 By + Cygnu$ + on 2007-04-09 12:52

เย้ เจริญ!!

#4 By スニーカース on 2007-04-09 21:06

คอมเม้นท์บล้อคโน้นแล้ว
แวะมาโย่วบล้อคนี้!
เรียนทีมงานนกฮูกทราบ
เราอัพเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเพิ่มในบล๊อค

ด่ากับแบบอินเตอร์ไปเลยดีไหม

#6 By nyanta on 2007-04-10 01:03

เจริญล่ะครับ....

อ่านแล้วอินไปด้วย..หงุดหงิดหงุดหงิด

#7 By GuGGGar on 2007-04-10 09:01

กรูว่าแล้ว....ต้องมา แต่ wording ผู้ญิ้ง ผู้ญิง เขียนแน่ๆ เลยยยยย

#8 By พี่อ้อมงัย (61.7.155.242 /61.7.155.242, 61.7.155.242) on 2007-04-10 11:14

เปนอีกคนที่ไม่อยากไปเดินเพราะเหตุผลดังว่า
ผมว่าเพราะเราเปนอย่างนี้ เพราะคนหมู่มากว่าอย่างนั้น
เราจึงทำได้แต่ปกป้องเสียงข้างน้อยของเราด้วยการประท้วงให้รู้ว่า เราไม่เห็นด้วย ถ้าไม่เปนผลก็หาที่ยืนใหม่ของเรา

#9 By N.P on 2007-04-10 11:23

งั้นก้ไม่ต้องไป *

#10 By ^^ (203.113.51.102) on 2007-04-10 12:55

เมื่อแนวความคิดหลักค่อยๆจางไป

สุดท้ายงานถนนคนเดินคงมีไว้เดินเล่นเท่านั้น
ถนนคนเดินในกรุงเทพส่วนใหญ่ ก็เป็นแบบที่ว่ามา :(

#12 By bact' (58.136.73.71) on 2007-05-01 15:27

คุณอยู่กลางถนนโชน 3 หรอ มีเทศกิจคุมอยู่นิน่า ทำไมคุณไม่โวยวายละอมอะไรอยู่ถ้าคุณมีสิทธิ์และทำแบบถูกต้อง ไปเลยนะโวยมันเลยนายก ผู้ว่า มันเป็นมานานแล้ว(ถ้ามันได้ผลมันคงดีกว่านี้เยอะ) เพิ่งเข้ามาทำเป็นโวยวาย ตอนเค้าเปิดจองที่แรกๆ ทำไมไม่มาละ มัวไปมุดอยู่ไหน แล้วเรื่องสินค้าอะนะ อย่าติดยี่ห้อที่เสื้อ จะดีที่สุดถ้ามันถามก็ชวนไปดูบล็อกสกีนดิ ไม่น่าโง่ เป็นเด็กเป็นเล็กทำปากเก่ง แล้วเรื่องที่ประกาศทุกอาทิตย์เบื่อเหมือนกัน แต่รู้มั้ยมันเป็นการสรรเสริญ ผู้มีอำนาจ เข้าใจไว้ซะ

#13 By รู้ดีกว่าแกละกัน (117.47.47.112) on 2008-05-09 00:40

#13 By รู้ดีกว่าแกละกัน แรงดีครับ เรียนรัฐศาสตร์เหรอครับ ไม่น่า ถึงรู้มากกว่าผมคนจบถาปัต

#14 By นกฮูกดีไซน์ on 2008-05-09 11:19

เอ่อ ขอโทษนะคะ
ประการแรก แค่ดูจากชื่อที่ใช้ในการคอมเมนต์ก็พอรู้แล้วว่าคุณมีความฉลาดทางอารมณ์ต่ำแค่ไหน
สอง คุณดูจากอะไรคะว่าใครเป็นเด็กเมื่อวานซืน อายุอ่อนแก่เท่าไหร่ ฉันเดาว่าโคตรเหง้าคุณคงเป็นคนขายของมาแต่โบราณกาล คุณถึงได้รู้ดีรู้ชั่ว ปากกล้าสามหาวมาเห่าในบ้่านคนอื่นเขาแบบไร้มารยาทได้อย่างไม่ต้องมียางอาย

คนเราถ้าความคิดต่าง แล้วเหตุผลเข้าท่า เรารับฟัง แต่เรารังเกียจ พวกมาเห่ามาหอนที่บ้านคนอื่น แล้วไม่กล้าพอจะเปิดเผยตัวว่าตัวเองเป็นใคร
"ถ้าแมนจริง ก็ออกมาให้เห็น อย่าอยู่แต่ในเงามืดสิคะ"

จะบอกว่า ไปอยู่ไหนมา ทำไมตอนเปิดใหม่ๆทำไมไม่ไปลงชื่อ ขอโทษทีนะคะ ทุกคนไม่ได้เป็นแม่ค้ามาแต่กำเนิด (ตรงนี้รึเปล่าที่คุณเหมาสรุปเอาเองว่าเราอายุน้อย)
หากทุกคนต้องไปลงชื่อตั้งแต่แรก ทุกตลาดในจังหวัดนี้คงมีแต่คนรุ่นตารุ่นยาย และลูกหลานเหลนโหลนของมันเท่านั้นมังคะ

จะให้เราไปฟ้องร้องเอากับเทศกิจหรือเจ้าหน้าที่ไปทำซากอะไรไม่ทราบคะ ถ้าคุณตามอ่านเอนทรี่อื่นๆ คุณจะเกิดปัญญามากขึ้นว่าเราเคยพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และครั้งนี้มันแค่เศษเสี้ยวของหลายๆ เหตุการณ์ ที่เราเอามาเล่าสู่กันฟัง ก็แค่นั้น

บอกว่า พาไปดูบล๊อคเลยงั้นเหรอ นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบปัญญาอ่อนมาก คุณคิดว่าเจ้าหน้าที่เค้าจะตามเสด็จคุณไปบ้านเหรอคะ สติดีอยู่หรือเปล่า

ป่วยการจะมาเถียงกับคุณค่ะ คุณจะตามไปเห่าไปหอนในบล๊อคฉันบ้างก็ได้นะคะ เพราะฉันเป็นคนไม่ถือโทษโกรธเคืองกับเสียงคนพาลค่ะ แต่อย่ามาโวยวายในนี้ ที่นี่ทุกคนอยู่อย่างสงบสุข ถ้าคุณอยากแสดงความเห็นฉลาดๆ อัญเิชิญคุณไปป่าวประกาศที่บ้านของคุณเองนะคะ หวังว่าคงมีแฟนๆ หน้ามืดตามัวตามไปติดตามคุณค่ะ

สุดท้ายนี้ หากคุณมีอายุแก่กว่าพวกฉัน ดั่งที่กล้าเรียกเราว่าเด็กเมื่อวานซืน ก็ขอให้รู้ไว้ว่า อายุขัยอย่างคุณนั้นอีกไม่กี่ปีก็จะตายดับ และคนรุ่นฉันนี่แหละที่จะอยู่ต่อ
แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดไม่ใช่อายุที่จะบ่งบอกความคิดและสติปัญญาของคน
หากการกระทำบ่งบอกถึงการอบรมที่มีมาแต่กำเนิด
และความยับยั้งชั่งใจในการทิ้งคอมเมนต์ที่มีมารยาทแค่นี้คุณยังทำไม่ได้
กรุณาอย่ามาเรียกตัวเองว่าฉลาดกว่า รู้ดีกว่า หรือถือตัวว่าเป็นปัญญาชนเลย
เพราะการศึกษาที่คุณมีอยู่นั้น มันก็แค่ใบปริญญาประดับฝาบ้านให้จิ้งจกเกาะเล่นดีๆ นี่เอง

หากคุณเีคียดแค้น เิชิญมาคุยกับฉันได้ ยินดีค่ะ

ป.ล. คุณรู้จักเราดีแค่ไหนคะ หรือแค่ผ่านมา บังเิอิญคันปากแล้วอยากอวดรู้ ฉันสมเพชค่ะ

#15 By nyanta on 2008-05-11 19:03

เอ...คุณ "รู้ดีกว่าแกละกัน" น่ะ ทำไมไม่คิดบ้างว่าพวกนกฮูกเขาก็มาโวยวายในบล็อกเขานี่แล้วไง เพราะเขาก็รู้อยู่แล้วอย่างที่คุณ "รู้ดีฯ" รู้อยู่ว่าจะโวยวายกับผู้ใหญ่น่ะยังไงมันก็ไม่ได้ผล ก็ไม่เห็นว่าพวกนกฮูกเขาจะ "อม" อะไรไว้นี่นา ใคร ๆ ก็มีสิทธิ์บ่นในบล็อกของตัวเองนี่ ว่าแต่คุณ "รู้ดีฯ" ล่ะ อมอะไรไว้ตั้งนานแล้วถึงเพิ่งมาเม้นต์ เอนทรี่นี้มันตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้วนี่นา พวกนกฮูกก็ไม่ได้ไปขายที่ถนนคนเดินแล้ว เอ้าท์แล้ว เกร่อ เปิดร้านเองดีกว่า เจ๋งกว่าเยอะ question

#16 By virginterritory on 2008-05-11 21:27

เคยเห็นแต่ในรูป แต่ไม่เคยสัมผัสกับตัวเองซักครั้ง น่าไปเดินเที่ยวมากๆเลยนะ ถนนคนเดินเนี่ย

#17 By เชียงใหม่ (118.173.2.36) on 2008-05-22 11:54

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

เพราะว่าตอนนี้ก็ขายของที่นั่นเหมือนกัน แต่ไม่มีที่ประจำอ่า เพราะว่าเจ้าของที่ที่ไม่มาตั้ง 3 อาทิตย์ ดันโผล่มา แล้วยังไม่พอมาตอน 6 โมงกว่าแล้ว ซวยเลย วิ่งหาที่แทบไม่ได้เลยอ่ะ

แล้วยังมีคนขายที่เห็นแก่ตัว เห็นเรามาใหม่ก็เลยหาโอกาสยึดที่เราซะงั้น แย่ ๆๆๆๆๆ

ขอบคุณนะคับที่มีข้อความดีดีอย่างนี้มาสะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งของถนนคนเดิน

#18 By Visual Art (118.172.101.8) on 2009-02-23 01:28