ข่าวด่วนยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์เสื้อยืดลอตใหม่ของทีมงานนกฮูกครับ ถนนคนเดินเชียงใหม่ กำลังขยายไปสู่ภาคธุรกิจ ไปแล้ว

ที่มาไทยเวอร์ชั่น http://nyanta.exteen.com/ English Version http://nyanta.exteen.com/20070410/lanna-arts-culture

** ไม่ใช่บทความที่เขียนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการอนุรักษ์แบบหน้ามืดตามัวแบบไม่สนกระแสโลก
แต่ก็ไม่สนับสนุนการไหลตามน้ำไปแบบไร้สมอง
และที่แน่ๆ ไม่เห็นด้วยกับการเดินเข้าสู่ระบบการผลิตแบบสายพาน อุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ แบบที่ ถนนคนเดิน "กำลังเป็น"

** The article below is not written for the craze in conservative idea,
thus it also opposes to the following ofmain stream pressures.
The point is that, it is trying to protest against the mass production and factory line products -- the state that we are 'goingto be'.

***************************************

วันนี้ขออนุญาตไม่เขียนเรื่องอะไรที่มีสาระ เพราะอยากจะมาป่าวประกาศ ถึงความอุบาทว์ของแม่ค้าถนนคนเดินกันสักหน่อย

คือว่าถนนคนเดินเนี่ย เค้าก็ประกาศปาวๆ ว่าให้เป็นถนนวัฒนธรรม ให้ขายของอะไรที่มันเกี่ยวกับเชียงใหม่ หรือไม่งั้นก็เป็นสินค้าท้องถิ่นใช่ไหม แต่ว่าในนโยบายก็มีระบุอยู่โทนโท่ว่าสนับสนุน local business ไม่เชื่อไปฟัง มันประกาศอยู่ทุกอาทิตย์ ออกทางไมค์โครโฟน ว่ามันทำเพือสนับสนุนคนท้องถิ่น หรือว่าสินค้า handmade อะไรของมันนั่นแหละ

แต่!!!!!!! แต่ว่า......แต่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ทำไปทำมา ของที่ขายมีแต่ผ้าแม้ว เข็มขัดแม้ว และของอะไรไม่รู้บ้าบอ สินค้าไม่แตกต่างจาก ไนท์บาร์ซา ซึ่งดูผิวเผินแล้วเป็นของแม้วก็จริง แต่จริงๆแล้วมันเป็นของที่ออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านกระบวนการผลิตแบบ mass production อาศัยการจ้างแรงงานถูกๆ แล้วของก็ออกมาหน้าตาเหมือนกันเด๊ะๆ มีสินค้าเลียนแบบว่างขายเกลื่อน แล้วก็ตัดราคากันเอง ไม่ต่างอะไรจากตลาดนัดสินค้าราคาถูกธรรมดาทั่วไป

ไม่ได้บอกว่าของที่ฉันจะเอาไปขายมันดีเด่กว่าคนอื่น แต่มันไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ตัวเองประกาศอยู่ปาวๆ
ไหนว่าสนับสนุน local business
ไหนว่าสนับสนุนงานสร้างสรรค์ สินค้า handmade???????

"เสื้อยืดของน้องมันออกมาจากโรงงาน จะเอามาขายไม่ได้หรอกนะ" (อีเสื้อเมืองๆที่เห็นนั่นก็เย็บจากโรงงาน จากหมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละย่ะ ชั้นไม่อยากจะเมาท์)
"โปสการ์ดนั่นน้องไม่ได้วาดเองใช่มั้ย ใช้คอมทำไมไม่ได้หรอกนะ" (แต่ถ้าเป็นรูปถ่ายขายได้ แล้วกล้องถ่ายรูปกับคอมพิวเตอร์ เป็นนวัตกรรมที่ต่างกันมากรึไง แล้วอีกอย่างนะ ชั้นก็วาดนะยะ วาดแล้วเอาโปรแกรมอิลลัสแต่งรูปไง ไม่เรียกว่าวาดรึไง ซึ่อบื้อแล้วยังจะอวดฉลาด!!!)
และอื่นๆ ฯลฯ

ไม่แปลกใจ ที่สินค้าที่ร้าน จะมีแต่ลูกค้าฝรั่งเข้ามาดู คนไทยจะมองผ่านๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจมาก เข้าใจว่าสินค้ามันไม่ได้ mass มันเสพยาก มันเข้าถึงยาก (
ไม่ได้จะอวดว่าของตัวเองเจ๋งหรือไฮโซมาจากไหน) มันอาจจะไม่ใช่สไตล์ที่คนทั่วไปจะชอบ อันนี้ก็เข้าใจ ไม่ได้ว่ากัน

แต่ในขณะที่คนไทยทั้งหลายมองว่า
นี่มันอะไรมันขายอะไรของมันนี่มันตัวอะไร แต่เวลาฝรั่งมังค่าเดินผ่าน เค้าจะจอดดู แล้วเกือบทุกคน เค้าจะพูดว่า มันคือ street art
และจากการสำรวจ ไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณ ฝรั่งทุกคนที่ซื้อ เค้าบอกว่า เพราะมันไม่เหมือนกับร้านอื่นๆ ที่เค้าไปเดินดูมา เค้าพูดเอง ทั้งที่เราไม่ได้ถามด้วยซ้ำ ก็รู้สึกดี และอยากจะอัดคำพูดพวกนี้ ไปฝากอีลุงคนประกาศเสียงตามสาย ให้มันเปิดออกไมค์โครโฟนซักที อีพวกเจ้าหน้าที่ที่มันไม่ให้เรานั่งตั้งแต่ทีแรกมันจะได้สำเหนียกเสียบ้าง

ว่าอะไรที่ควรจะเรียกว่า ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์
อะไร ที่เค้าเรียกกันว่า งาน
original งาน creative

ไม่ใช่เอางาน
OTOP มา reproduced กันซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่ไม่ได้พูดด้วยความโมโหแม้แต่น้อย
อย่างน้อยก็ขอบคุณ ที่ปล่อยให้เราได้นั่งขาย โดยการทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มาไล่เราออกจากแผง เอาล่ะ นั่นก็ถือว่าเป็นพระคุณอย่างสูง

แม้จะไม่ให้เราลงชื่อขายอย่างเป็นทางการก็ตาม

และนั่นก็นำมาซึ่งปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง

เพราะไม่ให้เราลงชื่อ มันก็เลยเกิดปัญหา
ขายมาตั้งแต่ปีก่อน ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ก็เอามาวางขายได้เลย
อีคุณป้าคนให้เซ็นชื่อเป็นคนพูดเอง บอกว่า ถ้าหนูไม่ได้แย่งที่นั่งใคร หนูก้อนั่งไปเลยได้ ไม่เป็นไร ไม่ต้องลงชื่อหรอก เพราะหนูลงไม่ได้
แต่เมือวาน......
แฟนขี่รถมอเตอร์ไซค์เอาเสื่อไปปูจองที่ไว้ตั้งแต่บ่ายสาม แล้วกลับมากินข้าวก่อน ทุกทีก็ไม่ต้องจองหรอกนะ แต่นี่เพราะเห็นว่ามันเป็นหน้าเทศกาล ไม่รู้พ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่มันโผล่มาจาก(หลุม)ไหน
ก็ฝากฝังเจ๊แผงข้างๆ ว่าดูเสื่อให้ด้วยนะ เดี๋ยวจะมานะ เอาของวางไว้นะ
แล้วก็กินข้าว ผ่านไป ห้าโมงเย็น ก็ไปที่แผง (ทุกทีไปหกโมงด้วยซ้ำนะ)
ปรากฏว่า มีคนนั่งหน้าสลอนเป็นแถวยาวเหยียด ทั้งที่ปรกติแล้วแถวนี้ไม่ค่อยมีคนมาขายด้วยซ้ำ
นั่น....นั่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นั่นมันคือเสื่อของเรา ถูกอีบ้าที่ไหนไม่รู้ ม้วนเอาไว้อย่างสวยงาม แล้วเอาวางพิงเสาไว้

มึงช้างกล้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ก็ตรงเข้าไปถาม หล่อนก็ลอยหน้าตอบ อย่างไม่ได้สะทกสะท้าน ว่า อ๋อ เค้าให้มาลงชื่อ แล้วถ้าใครไมได้ลงก็เสียสิทธิ์ไปเลย
โอเคนะ ถ้าจะบอกว่าเรามาช้า เราไม่ได้ไปลงชื่อ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าอีระบบลงชื่อ(อย่างเคร่งครัด)นี่เกิดจะมากระแดะปฏิบัติกันอะไรเอาอาทิตย์นี้ ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะว่าไง แล้วก็ไม่แจ้งล่วงหน้าตั้งแต่อาทิตย์ก่อนด้วยนะว่าอาทิตย์หน้าเราจะใช้ระบบใหม่ มันน่า...มั้ย? แถมอาทิตย์ที่แล้วก็ให้เราลงชื่อไปแล้ว ในกระดาษบ้าบออะไรไม่รู้ อยู่ดีๆก็เอามาให้เขียน แล้วมันหมายความว่าไง จะให้เขียนทำไม ถ้าอาทิตย์ถัดมามันไม่มีผล

นั่น มันยังไม่จบนะ ทีเราจะไปลงชื่อตอนนั้นไม่ให้ลง เราก็กวาดตามองดูแผงของนังคนนั้น
.....ต๊ายยยย...........สินค้าของหล่อน พื้นเมืองมากนะยะ
มันคือ กิ๊บติดผมและ
hair accessories
ปัญญาอ่อน ที่มีขายเกลื่อนตามกาดหลวง ตลาดนัดทั่วไป
ช่างไร้รสนิยม
แล้วทำไมของนังคนนี้ได้ขาย ทำไมของชั้นต้องโดนกีดกัน
ชั้นจะร้องเรียนๆๆๆๆๆๆๆๆ
นายกเทศมนตรีเบอร์โทรศัพท์อะไร ปลัด นายอำเภอ อะไรอยู่ที่ไหน ชั้นจะจดหมายไปด่าให้หมดเลย
เจ้าหน้าที่ทำงานไม่เป็นระบบ แย่มากๆ แล้วอีบ้านั่นมันมาจากไหน เพิ่งจะมาขายได้แค่สองอาทิตย์ อาทิตย์ก่อนก็ยังนั่งข้างเรา ช่างไร้สามัญสำนึก

เอาล่ะ ลองนึกง่ายๆ ถ้าเป็นเรา รู้ว่าไปแย่งที่คนอื่นนั่ง จะไม่รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ บ้างหรือไง ว่าเจ้าของเค้าจะมาเมื่อไหร่
แล้วพอเราไปยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่ต่อหน้า ไม่มีเลยที่
มัน
จะมีสีหน้ารู้สึกผิดหรือพยายามจะทำอะไรบ้าง ยังคงหยิบกิ๊บปัญญาอ่อนของมันมาวางเรียงขายต่อไป

เดชะบุญที่เลยไปอีกหน่อย มีที่ว่าง เราจึงได้นั่งขาย ไม่อย่างนั้นก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง

โอเค ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของทีมงานเราเองด้วย
แต่คนอย่างอีพวกนี้ ..... ก็สมควรโดนด่าจริงๆ

ช่างเถอะ
หนังหน้าแต่ละคนมันหนาไม่เท่ากัน

จำได้ว่าพูดประโยคนี้ออกไปค่อนข้างดัง ดังเสียจนอีเจ๊แผงข้างๆ หันมาถามว่า น้องด่าพี่เหรอคะ --- อยากจะบอกว่าเปล่าค่ะแต่ถ้าพี่เป็นคนหนึ่งที่ทำแบบอีนั่น ก็จงรับเอาคำด่านั้นไปเสียดีๆ

การทำงานที่ไม่เป็นระบบ มันส่งผลถึงคนอื่นให้เดือดร้อนกันไปหมด อยากจะถามเจ้าหน้าที่ถนนคนเดินว่ามีมาตรฐานอะไรบ้างไหม และถ้ายังจะยึดถือเอาค