ช่วงนี้เริ่มเบื่อกับการทำงานสร้างสรรค์เสียเหลือเกิน เอนทรี่นี้จึงขอบ่น ขอบ่นๆ วงการสิ่งพิมพ์เมืองไทยหน่อย

ใครคิดว่าไม่น่าอ่าน ไม่ใช่เรื่องสำคัญไรมาก ก็ไม่ต้องอ่าน หยุดไปเลย

***************************************

อารมณ์ผมตอนนี้ก็คงไม่ต่างจากเด็กไม่ได้ของเล่นในห้างสรรพสินค้า ที่รู้ว่าราคาไม่ได้แพงมากมาย แต่ก็ไม่มีคนยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายให้หรอก ก็ในเมื่อผมเป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่รู้ ใช่เรื่องจะมาซื้อให้ ไม่ใช่ญาติมิตร...สักหน่อย

Copyright!!! แปลว่า ลิขสิทธิ์

เรื่องก็มีอยู่ว่า ผมคุยกะใครก็ไม่ยอมยกลิขสิทธิ์ให้คนทำภาพประกอบ ขนาดต้องขายขาดไปเลย
ภาพแต่ละภาพที่วาดก็ได้ราคาดีมาก คนวาดภาพประกอบทุกคนทราบดี บอกราคาเป็นตัวเลขก็ได้ ไม่ถึงหลักพันต่อภาพ หากเป็นเพียงคนวาดประกอบสามัญธรรมดายิ่งแล้วกันไปใหญ่

แต่เรื่องราคาเราจะไม่พูดถึง ด้วยสัตย์จริง ได้เป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่ใช่ประเด็นแล้ว ในยุคสมัยที่อินเตอร์เนตมีกันทุกช่องหลืบ ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

ตอนนี้คือได้น้อยกว่าเดิมก็ยอม แต่ไม่ใช่ไม่ได้เลย อันนี้ก็จะติสแดกไปหน่อย
ผมแค่อยากได้ลิขสิทธิ์ กะไว้ว่าแก่เฒ่าจะยกเป็นมรดกให้ลูกให้หลานในอนาคต (ซึ่งก็คงเวอร์ไปหน่อย แต่ความหมายก็คือแบบนั้น)
เมื่อผมขอให้เขาร่างสัญญาเป็นแบบห้าปี พ้นห้าปีให้ตกเป็นของคนสร้างสรรค์งาน ตอนแรกก็โอเคจะร่างให้ พอคุยไปคุยมาก็บอกว่าไม่มีที่ไหนทำให้หรอก ถ้าทำให้คนแรกเดี๋ยวคนอื่นก็จะมาขอให้ทำอีก เสียเวลาเปล่า ไม่มีใครโกงคุณหรอกเอาภาพคุณไปขายในงานอื่นคงเข้าใจสำนักพิมพ์นะ

ผมครับ เข้าใจโดยสัตย์จริง

ไม่เถียง ไม่โวยวาย มีเพียงครับ หยุดร้องไห้งอแงจะเอาของเล่นไปนานแล้ว แต่มันติดอยู่แค่นิดหนึ่งเท่านั้นเองว่า "ถ้างานผมเท่าจิมมี่ เหลียว ก็คงไม่ต้องดิ้นโวยวาย" (ผมบอกตัวเองนะ ไม่มีใครว่า)

แต่ก็นะ-ทั้งที่ 5 ปี เขาพิมพ์ซ้ำกี่ครั้ง เราก็ไม่ได้รับค่าวาดภาพใดๆ อีก ส่วนงานเขียน ได้รับทุกครั้งที่พิมพ์เพิ่มใหม่ (แม้จะน้อยนิดเช่นเดียวกัน หากท่านยังไม่ดังเป็นพลุ)
จบเพียงแค่นั้น เรื่องลิขสิทธิ์

***************************************

ความจริงแล้วคนสร้างงานมันก็ต่างกันน่ะนะ ผมก็เข้าใจ เพราะเราเองก็ทำหลายงาน งานเขียนก็เคยทำ ภาพประกอบก็ใช่ไม่เคยลอง

นักเขียน-เขียนอะไรก็ได้ ถือว่าเป็นวรรณกรรม แต่ภาพประกอบต้องขายขาด ถือเป็นงานว่าจ้างเหมา มีเพียงเครดิตว่าใครวาด ผลงานเป็นของผู้ว่าจ้าง (คล้ายๆ รับเหมาก่อสร้างรับงานเป็นแรงไป อาคารที่สร้างเป็นเพียงของสถาปนิกผู้ออกแบบ)

ถ้าสำนักพิมพ์เป็นเหมือนเวทีให้ตัวละครโลดแล่น แสดงความเป็นตัวตนออกมา
นักเขียนเป็นผู้สร้างบทบาทตัวละครให้โดดเด่น เฉกเช่นผู้กำกับเวที
รูปที่วาดประกอบติด เป็นเหมือนฉากประกอบการแสดง และเอฟเฟกหลอกตา
ละครเวทีเข้าฉาย 15 รอบใน 1 ปี (หนังสือพิมพ์ซ้ำหลายๆ ครั้ง)
ทุกคนปริ่มเปรม เลี้ยงฉลอง สุขใจไปกับเครดิต พวกเรายกแก้วฉลอง
มีเด็กวาดฉากคนหนึ่งต้องรอพับเก็บ ม้วนฉากเก็บเข้าห้องเก็บของ-ของโรงละคร ไม่มีสิทธินำกลับบ้าน
ทั้งที่นั่งวาดมันอยู่ที่บ้าน แท้ๆ

เหมือนวันหนึ่งถ้าคุณเป็นเด็กวาดฉากลิเกคนนั้น กำลังเดินเล่น ไร้จุดหมายปลายทาง
เมื่อเดินมาสุดปลายถนนและมีทางแยก
คุณหยุดมอง ไม่เห็นสิ่งใดของปลายทางทั้งสอง

มีทางสามแพร่งให้คนวาดฉากลิเกอย่างคุณเลือกเดินในตอนนี้ ทางซ้าย-เดินไปบนหนทางมืดบอดของลิขสิทธิผลงาน-ยอมรับในงานว่าจ้างเลี้ยงปากท้อง ขายขาดให้นายจ้างไป มีชื่อแซ่ประกอบติดอยู่ในฉาก ทางขวา-เดินไปบนหนทางสว่างจ้า ใบลิขสิทธิผลงานรอท่า ซึ่งต้องแลกกับผลงานที่จะไม่ได้เผยแพร่ในที่สาธารณะเลยก็เป็นได้
ถ้าไม่เลือกทางใด เราก็ต้องมองดูสารรูปตัวเอง หยุดเดินและหันหลังกลับทางเก่า เส้นทางเดินกลับสู่บ้าน

ยอมอดอยาก เก็บฉากที่วาด (ไม่เสร็จ)

ไว้ให้ลูกหลานภูมิใจ

***************************************

*ปล. เรื่องแบบนี้มีมานานมากแล้วในเมืองไทย ถึงจะมีพรบ. ลิขสิทธิ์ ปี 2537 ก็ตามที ผมเองก็ไม่ได้ว่าสำนักพิมพ์ไหนเลย เพราะก็คงคล้ายๆ กันถ้าทำก็ต้องทำให้คนอื่นเหมือนกันหมด ประเทศชาติก็จะเจริญเร็วไป แต่ผมก็อยากแสดงความเห็นบ้าง

บางส่วนจากพรบ. ลิขสิทธิ์ที่เกียวข้องกับบทความ ที่มา www.ipthailand.orgสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.ipthailand.org/dip/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=85&Itemid=162

มาตรา ๙ งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็