เพลงเดียวกัน

posted on 15 Sep 2006 10:44 by nokhook69 in Non-Fiction

ปลายปีที่แล้ว น้องชายผม เอารูปสเก็ตที่ผมวาดไว้ตั้งแต่สมัยเรียน ขนมาส่งให้ผมถึงที่หอพัก
ไม่ใช่รูปดีเด่อะไรมากมายหรอก รูปสเก็ตสีน้ำใส่กรอบ 10 กว่าชิ้น ผมขอบใจน้องที่เก็บมันไว้อย่างดี ไม่ได้ขายมันอย่างเฟอร์นิเจอร์อันอื่น

(เพราะตั้งแต่ตาและยายเสีย น้าผมจัดแจงขายบ้านไม้ที่เราเคยอาศัยอยู่ ไม่ได้ถามความเห็นเด็กอย่างพวกเราแม้สักคำ ทุกคนก็ต้องหาหลักแหล่งเป็นของตัวเอง ผมและน้องๆ ต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของแต่ละคน น้องผู้หญิงแต่งงานมีครอบครัว น้องชายก็ไปอยู่บ้านแฟน ส่วนน้องเล็กสุดก็มาอยู่กับผม)

ผมวางรูปไว้กับผนังห้องอย่างลวกๆ ปิดประตูห้อง ในเย็นวันนั้นเป็นวันที่ผมเจอน้องๆ พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง พวกเราพากันไปกินข้าวแถวหอพัก ติดตามมาด้วยเบียร์สด 2-3 เหยือก จำได้ว่าคุยกันเรื่อยเปื่อย แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องบ้านที่ทุบและขายไปเมื่อหลายปีก่อนเลยสักคน เบียร์หมด ก็แยกย้าย ครอบครัวใครครอบครัวมัน

***

ราวเที่ยงคืนเมือหลายวันก่อน ท้องฟ้าโปร่ง อากาศดี ไม่มีฝนตก มองเห็นดวงดาว
ผมซ้อนมอเตอร์ไซน์เก่าๆ ของน้องคนเล็ก เราสองคนเคลื่อนที่เร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (นั่นถือว่าเร็วแล้วสำหรับรถฮอนด้า 70) ในมือผมมีกล่องเหล้าฝรั่งที่พึ่งซื้อจากร้านมินิมาร์ทใกล้ๆ หอพัก มันเป็นกล่องเหล้ากล่องแรกที่ผมซื้อด้วยตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่จะเอาไปให้น้องชายอีกคน ที่เคยเอารูปมาให้ผม เพื่อฉลองวันเกิด
คงไม่มีใครเชื่อว่าคนอย่างผมไม่เคยซื้อเหล้า หรือไม่กินเหล้า

โดยสัตย์จริง-ผมดื่มเหล้าได้ กินเบียร์เป็น (น้ำ) แต่เหล้าผมไม่เคยซื้อเอง ส่วนใหญ่ก็เพื่อนซื้อแล้วหารกัน ไม่ก็วิ่งไปซื้อให้ ด้วยเงินคนอื่น มีแค่สองอย่าง

แต่นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ซื้อเหล้าด้วยเงินตัวเอง และเพื่อเลี้ยงวันเกิดของน้องชาย น้องชายและน้องสาวที่นานๆ จะเจอกันที และต่างก็มีครอบครัว-ลูกเต้า

***

พี่มาให้ได้นะ ผมรออยู่ อยากได้เหล้า ติดมือมาด้วย

เมื่อคืนพี่นอนดึกน่ะ ไม่บอกกันก่อนว่าจะเลี้ยงกัน ผมตอบ

น่า... เพื่อนที่อยู่ข้างบ้านเราเมื่อก่อนก็มา ...ผมจะรอนะ

แต่...อือ...ผมลังเล

น่าพี่ นานแล้วไม่เจอกัน

ก็ได้วะไปก็ไป ผมว่า

โทรศัพท์ปลายสายคือน้องผม ผมเลี่ยงแล้ว ไม่ใช่ไม่อยากไป แต่ร่างกายไม่ไหว มันง่วง แต่จะให้ผมอธิบายยังไง ในเมื่อสถาณการณ์เป็นแบบนี้ จะให้พูดตัดบท ไม่ไปอย่างนั้นหรือ ผมเลี่ยงไม่ค่อยเป็น โดยเฉพาะการพูดเรื่องงานที่เราทำ ให้กับคนปลายสายที่ไม่ค่อยจะรู้ว่า มันคืองานอะไร ทำไมไม่หลับนอน
ที่สำคัญ ต้องเลี่ยงคนเมา ทำได้ยากจริงๆ

***

ในชีวิตหนึ่ง ผมพบเจอคนอยู่สองประเภท
คนประเภทที่หนึ่ง เป็นประเภทกินเหล้าร้องคาราโอเกะบนเวทีด้วยเพลงลูกทุ่ง ขอเพลงเพื่อชีวิต มีลูกน้อยขวบกว่า มีเพื่อนอยู่โรงงานเย็บผ้าและแฟนเพื่อนที่เป็นเด็กเสริฟร้านอาหาร พึ่งมีเรื่องชกต่อยเมื่อไม่กี่วัน ด้วยเรื่องราวเท่าที่ขี้มด เฮฮาไร้พิษภัยในสายตาญาติมิตร เคารพในการงานของคนอื่น ถึงแม้จะไม่เข้าใจมัน
กับคนอีกประเภทที่ทำงานบริษัทหนังสือ ทำงานข่าวสาร ฟังเพลงแจ๊ส จิบไวน์ ขับรถยนต์ คำพูดจามีไทยคำอังกฤษสองคน

สิ่งแวดล้อมหรูหราราคาแพง ชีวิตมีเรื่องหุ้นเกี่ยวข้อง ลูกไม่สบายเป็นหวัดถึงขั้นส่งโรงพยาบาล พักอยู่ในห้องพิเศษมีทีวีสี 21 นิ้วและตู้เย็นตั้งโต๊ะ
นี่แหละชีวิตผม วนเวียนอยู่กับคนสองประเภท

***

ผมรู้ว่าการงานของคนไม่จบ ม. 3 ก็แค่คนขนของแบกหาม พนักงานเสริฟเหล้า เด็กล้างจาน อาชีพรับจ้างทั่วไป
ไม่ต้องรู้ว่าทำไม-ผมเลือกเป็นอย่างคนทำงานหนังสือแต่กินเหล้ากับน้องชายที่เป็นเด็กส่งของ ร้องเพลงลูกทุ่ง และมอบของขวัญวันเกิดเป็นอบายมุข
แต่เมื่อถึงคราวกินเหล้าเฮฮากับเพื่อน หรือคนอื่นที่ไม่รู้จักมักจี่ ผมกลับไปร้านเหล้าดีๆ ฟังดนตรีสด ที่นั่งสบายๆ ไม่โหวกเหวก ตึงตัง พูดคุยกันเรื่องศิลปะ ธุรกิจ ปรัชญาชีวิต และมอบของขวัญวันเกิดเป็นซีดี เป็นงานศิลปะ

ไม่แปลกหรอก ก็ในเมื่อเราต่างอยู่ในสองวัฒนธรรม คุณค่าของ-ของขวัญถ้ามันอยู่ที่เป็นของสร้างสรรค์ มีประโยชน์ต่อร่างกาย ผมคงไม่มีข้อแก้ตัว เหล้าที่ให้น้องมันไม่เหมาะสม เยาวชนไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างอยู่แล้ว
แต่ของบางอย่างเงินก็ใช้ทดแทนไม่ได้ไม่ใช่หรือ ถ้างานศิลปะ ซีดีหนัง ในสายตาของเรานั้น ตีค่าราคาเป็นเงินทองไม่ได้
เหล้าฝรั่งในสายตาของเด็กยกของ ก็คงไม่มีอะไรต่าง มีค่าเฉกเช่นเดียวกัน -ใช่หรือไม่
เราเชื่อในสังคมที่เรากำลังเป็นอยู่ไหม มองเห็นระยะห่างระหว่างคนสองประเภทบ้างหรือเปล่า

ในเมื่อวัฒนธรรมเราต่าง ความชอบคนเราต่าง จะทำเป็นไม่รู้เรื่องเหมารวมว่า

ทำไมมึงไม่มีสมองคิดอะไรที่มันดีกว่าซื้อเหล้าให้น้องบ้างวะ

ผมเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างสองวัฒนธรรมนั้น ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่อยู่ร่วมกับพวกเขาได้

วันเกิดคนอื่น ผมวาดรูป ทำงานทำมือเล็กๆ น้อย

 

ส่วนวันเกิดน้องเลือกที่จะซื้อเหล้า
ไม่มีเหตุผลอื่น น้องผมชอบกินเหล้า ไม่ชอบรูปวาด
มันดูไม่รู้เรื่องพี่ แต่ผมจะเก็บไว้ครับ ของพี่นี่นา
***
ในร้านอาหารที่เป็นกิจการของน้องสาว ผมนั่งอยู่ข้างน้องชาย เติมน้ำแข็งและโซดาใส่แก้วตัวเอง เปิดขวดเหล้าที่ซื้อมา เทใส่แก้วหลากหลายใบ ก่อนส่งต่อไปทีละคน จนครบทุกคน เราคุยกันว่ามากันยังไง จนน้องสาวผม ขึ้นไปร้องเพลงบนเวที เราจึงคุยกันถึงเรื่องงาน
งานเป็นไงบ้าง ผมถามน้องชาย
ก็ดีพี่..แต่ลูกพี่ไม่ขึ้นเงินเลย เลยต้องเหนื่อยทำโอ ก็...มีจ๊อบบ้าง ...ไม่เอาดีกว่า.... มาร้องเพลงดีกว่า... เอาเพลงไรพี่
เออ...เพลงอะไรก็ได้ว่ะ ผมตอบ ถึงตอนนี้จะรูปวาด จะขวดเหล้า จะสองวัฒนธรรมเป็นอยู่
ยังไงก็ไม่เกี่ยวอีกแล้ว
เวลาร่วงผ่าน โต๊ะหลายตัวเลื่อนเก็บ แขกในร้านอาหารเหลือเพียงโต๊ะของพวกเรา
เวลานี้เหลือเพียงพนักงานที่ร้าน เก็บกวาดโต๊ะ
ผม-น้องชายและน้องสาว เรา 3 กระโดดขึ้นเวที ถือไมล์คนละตัว
แหกปากร้องเพลงเดียวกัน

นกฮูก

15 กันยายน 2549

 

Comment

Comment:

Tweet

ความรักคือสิ่งสวยงาม และมันก็เป็นเพชรฆาตตัวดีที่คอยย้อนกลับทำให้เราช้ำได้เสมอ

#6 By ตั้งครรภ์ (58.97.1.235) on 2009-06-11 10:51

เหมือนกันเลยพี่

แต่หนูพยายามทำตามที่ใจจะให้เป็นไปตามนั้น

แต่บางทีก็รู้สึกว่า

ถ้าเราอยู่ที่ไหน เราก็จะเป็นอย่างนั้น


มันขึ้นอยู่กับความสุข

confused smile confused smile

#5 By inthebee on 2009-01-20 19:35

หนูไม่ใช่คนทั้งสองประเภทที่ว่านั่น...ทำยังไงดี
ที่ซื้อเหล้า ก้อไม่ได้ว่านะ (รู้ว่าพี่ก้อไม่ได้คิดว่าหนูว่า) ถามเฉยๆ...ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดว่ามันผิด หรือไม่ดี และไม่ได้ร้อนตัว

เราสามารถเป็นคนธรรมดา...ที่ขี่รถเครื่องไปซื้อลาบ แวะซื้อ a day กลับมากินเหล้าตอง แล้วอ่านหนังสืออินดี้ก่อนนอนกันได้ เนาะ (ฮ่าๆๆ)

คืนนี้จะนอนฟังเพลงญี่ปุ่นถึงแม้ในมือจะอ่านคู่สร้างคู่สมเช่นกัน....

ก็เราเป็นคนธรรมดานี่นา

#4 By nyanta on 2006-09-16 00:09

#3 By kimja on 2006-09-15 13:43

อ่านไปด้วยอาการโหวงๆในอก

เป็นentry ที่ผมชอบมากๆครับ

ปล. ผมเองก็ไม่เคยซื้อเหล้าด้วยตัวเองเหมือนกันครับ

#2 By filmsick on 2006-09-15 11:42

ความรักความเข้าใจคือสายใยของครอบครัว

#1 By EEG guy on 2006-09-15 11:28